นักโบราณคดีจีวร: ปราชญ์ผู้ไขรหัสลับจารึกสุโขทัยและอินเดีย

บทนำ: ปราชญ์ผู้อยู่เหนือมิติแห่งกาลเวลา

ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ภาพจำของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มักปรากฏในฐานะ “พระสังฆราช” ผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาและการปกครองสงฆ์ แต่หากเราเพ่งมองผ่านเลนส์แห่งกาลเวลาให้ลึกลงไป เราจะพบอีกหนึ่งบทบาทที่น่าอัศจรรย์และล้ำสมัยยิ่งกว่ายุคใด นั่นคือบทบาทของ “นักโบราณคดีจีวร” ผู้ทรงใช้สายพระเนตรอันคมกริบไขปริศนาตัวอักษรโบราณที่หลับใหลมานับพันปี ให้กลับมามีชีวิตโลดแล่นบอกเล่าเรื่องราวแห่งศรัทธาอีกครั้ง

บ่มเพาะใน “สำนักตักศิลา” แห่งสยาม

ความเป็นปราชญ์ด้านโบราณคดีของพระองค์มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่ได้รับการ “บ่มเพาะ” มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงเจริญวัยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งการตื่นรู้ทางวิชาการ ในสำนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พระบรมราชชนก ผู้ทรงค้นพบและอ่านจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นพระองค์แรก และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระอุปัชฌาย์ ผู้ทรงเชี่ยวชาญการอ่านจารึกขอมและอินเดียโบราณ การซึมซับเอาภูมิปัญญาจากปราชญ์รุ่นใหญ่ทั้งสองพระองค์ หล่อหลอมให้พระองค์กลายเป็นคนไทยรุ่นแรกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการอ่านและวินิจฉัยจารึกโบราณได้อย่างแตกฉาน

ไขปริศนา “ผอบพระบรมสารีริกธาตุ” จากอินเดีย

ฉากสำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑ (ค.ศ. ๑๘๙๘) เมื่อนายวิลเลียม เคลกส์ตัน เปปเป ได้ขุดพบ “ผอบหิน” บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ เมืองปิปราห์วะ (Piprahwa) ทางตอนเหนือของอินเดีย ใกล้ชายแดนเนปาล การค้นพบนี้สั่นสะเทือนวงการพุทธศาสนาทั่วโลก แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือ “รอยจารึก” บนผอบนั้นที่เป็นอักษรโบราณยุคต้นพุทธกาล

ในขณะที่ชาวโลกยังตื่นเต้นกับการค้นพบ ทางฝั่งสยามประเทศ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพในฐานะ “คนไทยคนแรก” ที่อ่านและแปลจารึกอินเดียโบราณนี้ พระองค์มิได้ทรงแปลเพียงผิวเผิน แต่ทรงวิเคราะห์ลึกลงไปถึงรูปแบบตัวอักษร โดยทรงวินิจฉัยว่าอักษรนี้เก่าแก่กว่าหรือร่วมสมัยกับยุคพระเจ้าอโศกมหาราช

คำจารึกที่พระองค์ทรงถอดความออกมาได้สร้างความปิติยินดีแก่พุทธศาสนิกชนอย่างยิ่ง โดยมีความหมายว่า: “ที่บรรจุ…สําหรับบรรจุพระพุทธสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระภาคของตระกูลศากยราชพี่น้อง พร้อมด้วยพระโอรสและพระชายา…” การวินิจฉัยนี้ไม่เพียงยืนยันความแท้จริงของพระบรมสารีริกธาตุ แต่ยังนำไปสู่การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแบ่งพระบรมสารีริกธาตุส่วนนี้พระราชทานแก่ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอื่น ๆ ตามคำแนะนำของพระองค์อีกด้วย

จากแดนพุทธภูมิ สู่รากเหง้าสุโขทัย ความสนพระทัยของพระองค์มิได้หยุดอยู่เพียงจารึกต่างแดน เพื่อที่จะชำระประวัติศาสตร์พุทธศาสนาและพุทธประวัติให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายศึกษาจารึกต่างๆ ที่ค้นพบในประเทศไทย โดยเฉพาะ “จารึกสุโขทัย” การที่ทรงรอบรู้ภาษาบาลี สันสกฤต และอ่านอักษรขอมได้อย่างเชี่ยวชาญ ทำให้ทรงสามารถเชื่อมโยงร่องรอยทางประวัติศาสตร์จากอินเดียมาสู่สยามได้อย่างไร้รอยต่อ

พระองค์ทรงใช้ความรู้จากจารึกเหล่านี้ มาเป็นข้อมูลดิบในการนิพนธ์หนังสือ “พุทธประวัติ” แนวใหม่ ที่ไม่อิงปาฏิหาริย์จนเกินงาม แต่เน้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่จับต้องได้ นับเป็นการปฏิวัติวิธีการศึกษาพระพุทธศาสนาของไทย ให้ก้าวพ้นจากความเชื่อแบบเดิม ๆ สู่ความเป็นวิชาการสมัยใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

บทสรุป: มรดกจากนักโบราณคดีจีวร สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงมิใช่เพียงปราชญ์ทางธรรม แต่ทรงเป็น “นักโบราณคดี” ผู้บุกเบิก ที่ทรงใช้ “จีวร” ห่มคลุมความรู้ทางประวัติศาสตร์และศิลปะวิทยาการ พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาอดีตผ่านจารึกโบราณ มิใช่เรื่องล้าสมัย แต่คือกุญแจสำคัญที่จะไขความจริงแห่งศรัทธา ให้ส่องสว่างนำทางอนาคตของพระพุทธศาสนาในสยามประเทศสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *