Daily Archive: December 28, 2025
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่โหมกระหน่ำเข้ามาในสยามดั่งคลื่นลูกใหญ่ การศึกษาสมัยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้น กลิ่นหมึกพิมพ์เริ่มหอมอบอวลแทนที่กลิ่นใบลาน ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง แสงสว่างดวงหนึ่งได้ถูกจุดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนา เป็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากเปลวเทียนในโบสถ์วิหาร แต่เป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่ถูกจารึกลงบนแผ่นกระดาษ นั่นคือการถือกำเนิดของ “ธรรมจักษุ”
เสียงประกาศก้องกลางกรุงปารีส ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ครั้งที่ ๔๐ บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีเมื่อที่ประชุมมีมติประกาศยกย่องให้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ (พ.ศ. ๒๕๖๓-๒๕๖๔)
ยุคสมัยแห่งกำแพงภาษา หากย้อนกลับไปมองบรรยากาศการศึกษาในวัดวาอารามของไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราจะพบความจริงที่น่าตกใจประการหนึ่ง คือ พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีความรู้เรื่องพระวินัยหรือกฎระเบียบของสงฆ์อย่างลึกซึ้งเลย สาเหตุสำคัญมิใช่เพราะท่านเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะ “กำแพงภาษา” ที่ขวางกั้น คัมภีร์พระธรรมวินัยดั้งเดิมล้วนบันทึกด้วยภาษาบาลีอันเคร่งขรึม ผู้ที่จะล่วงรู้ความหมายได้มีเพียงผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีเท่านั้น ส่วนพระลูกวัดทั่วไปได้แต่ปฏิบัติตามๆ กันมาตามประเพณีโดยขาดความเข้าใจที่ถ่องแท้
บทนำ: กำแพงวัดที่เปิดออก หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่มของการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ภาพที่เราเห็นคือความตื่นตัวภายในวงล้อมของกำแพงวัด พระภิกษุสามเณรต่างพากันศึกษาพระธรรมวินัยภาษาไทยอย่างขะมักเขม้น เพื่อสร้างมาตรฐานความรู้ให้สมกับสมณเพศ แต่ในขณะนั้น “ธรรมะ” ที่เป็นระบบระเบียบเช่นนี้ ยังคงจำกัดวงอยู่เพียงผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ฆราวาสญาติโยมภายนอกยังคงเรียนรู้ศาสนาผ่านการฟังเทศน์ตามประเพณีดั้งเดิม
บทนำ: ปราชญ์ผู้อยู่เหนือมิติแห่งกาลเวลา ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ภาพจำของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มักปรากฏในฐานะ “พระสังฆราช” ผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาและการปกครองสงฆ์ แต่หากเราเพ่งมองผ่านเลนส์แห่งกาลเวลาให้ลึกลงไป เราจะพบอีกหนึ่งบทบาทที่น่าอัศจรรย์และล้ำสมัยยิ่งกว่ายุคใด นั่นคือบทบาทของ “นักโบราณคดีจีวร” ผู้ทรงใช้สายพระเนตรอันคมกริบไขปริศนาตัวอักษรโบราณที่หลับใหลมานับพันปี ให้กลับมามีชีวิตโลดแล่นบอกเล่าเรื่องราวแห่งศรัทธาอีกครั้ง
ปราชญ์ผู้กุมกุญแจสู่โลกกว้าง ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงในรอยต่อของสยามยุคเก่าและยุคใหม่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันผ่าน “ภาษา” พระองค์มิได้ทรงเชี่ยวชาญเพียงภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ แต่ทรงรอบรู้แตกฉานในภาษาบาลี สันสกฤต อังกฤษ ฝรั่งเศส และละติน การเรียนรู้ภาษาของพระองค์เปรียบเสมือนการติดปีกทางปัญญา ที่ทําให้ทรงมี “ตา” และ “หู” ที่กว้างไกลกว่าคนทั่วไปในยุคสมัยเดียวกัน
รอยเท้าแรกบนเส้นทางธุรกันดาร หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์การปกครองคณะสงฆ์ไทยย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ภาพของ “สมเด็จพระสังฆราช” มักประทับ ณ พระอารามหลวงในราชธานี เป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาที่ห่างไกลจากหัวเมืองชายขอบ แต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเลือกที่จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์นั้น พระองค์ทรงริเริ่มภารกิจที่มิเคยมีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใดทรงปฏิบัติมาก่อน นั่นคือการ “เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมือง” ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
ภาพอดีตที่กระจัดกระจาย หากย้อนกลับไปมองภาพการปกครองของคณะสงฆ์ไทยก่อนปี พุทธศักราช ๒๔๔๕ (ร.ศ. ๑๒๑) เราจะพบภาพที่แปลกตาไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในยุคนั้น วัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ การปกครองแยกขาดจากกันเป็นก๊กเป็นเหล่า โดยมีเจ้าคณะใหญ่ ๔ สาย (เหนือ, ใต้, กลาง, ธรรมยุต) ต่างคนต่างปกครองโดยไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน และที่น่าทึ่งคือ ผู้ที่มีอำนาจบัญชาการสูงสุดเสมือน “สังฆราช” กลับมิใช่พระสงฆ์ แต่คือ “คฤหัสถ์” ในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ผู้รับพระบรมราชโองการจากพระมหากษัตริย์มาสั่งการพระอีกทอดหนึ่ง