ปฏิรูป “พัดยศ”: จัดระเบียบเกียรติยศแห่งผ้ากาสาวพัสตร์ และการแยก “ศักดิ์” ออกจาก “งาน”

ท่ามกลางริ้วขบวนแห่ทางสถลมารคหรือในงานพระราชพิธีอันวิจิตรตระการตา สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาพุทธศาสนิกชนเสมอมาคือ “พัดยศ” หลากสีสันที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพระเถรานุเถระ พัดเหล่านี้มิใช่เพียงเครื่องกันแดดกันลม แต่คือสัญลักษณ์แห่ง “เกียรติยศ” และ “ความรู้” ที่พระมหากษัตริย์ทรงถวายแด่ผู้ทรงศีล

ทว่า ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ระบบสมณศักดิ์และการปกครองคณะสงฆ์ยังมีความสับสนปนเปอยู่มาก ระหว่าง “ยศ” ที่ควรแก่การเคารพ กับ “หน้าที่” ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจบริหารงาน จนกระทั่ง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงก้าวเข้ามาปฏิรูปจัดระเบียบสิ่งเหล่านี้ใหม่ ให้งดงามและทรงประสิทธิภาพ

ผ่าตัดโครงสร้าง: เมื่อ “ยศ” ไม่เท่ากับ (≠) “งาน”

ในอดีต “สมณศักดิ์” (ยศ) กับ “ตำแหน่ง” (หน้าที่) มักถูกผูกติดกันเป็นก้อนเดียว เช่น ใครมียศเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ก็ต้องรับหน้าที่เป็นเจ้าคณะใหญ่ปกครองสงฆ์ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ภาพที่ปรากฏคือ พระมหาเถระผู้เฒ่าที่มีบารมีธรรมสูงส่ง ได้รับยศสูงตามพรรษา แต่สังขารไม่อาจเอื้ออำนวยให้ทำงานบริหารปกครองที่หนักหน่วงได้เต็มที่

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงมองเห็นจุดอ่อนนี้ จึงทรงตัดสินพระทัย “แยก” สองสิ่งนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยทรงวางหลักการใหม่ว่า

ฐานันดร (ยศ): สงวนไว้เชิดชู “พระผู้ใหญ่” ที่ทรงคุณธรรมและพรรษากาล ให้เป็นที่เคารพกราบไหว้

ตำแหน่ง (หน้าที่): มอบให้แก่ “พระผู้มีความสามารถ” ที่ยังมีกำลังวังชา ไม่จำกัดว่าจะมียศสูงหรือต่ำ ขอเพียงทำงานได้จริง

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดระบบราชการสงฆ์ที่คล่องตัวขึ้น โดยแบ่งสายงานชัดเจนระหว่าง “ฝ่ายบริหาร” (ปกครองดูแลคณะสงฆ์) และ “ฝ่ายปริยัติ” (วิชาการ/การศึกษา) โดยให้ผู้ทำหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้รับเกียรติและสมณศักดิ์เสมอกัน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คนทำงาน

เฉดสีแห่งปัญญา: ปฏิรูปพัดยศเปรียญธรรม นอกจากการจัดระเบียบคนแล้ว พระองค์ยังทรงจัดระเบียบ “สัญลักษณ์” ใหม่ เพื่อให้พัดยศสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มพระเปรียญธรรม (ผู้สอบได้บาลี) พระองค์ทรงกำหนดมาตรฐานสีของพัดยศให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อเชิดชูเกียรติของผู้มีความรู้ ดังนี้:

พัดพื้นแดง: สัญลักษณ์ของ เปรียญธรรม ๓ ประโยค (เปรียญตรี) เป็นด่านแรกแห่งความสำเร็จของผู้เริ่มแตกฉานในภาษาบาลี

พัดพื้นเหลือง: สัญลักษณ์ของ เปรียญธรรม ๔, ๕, ๖ ประโยค (เปรียญโท) สีเหลืองอร่ามบ่งบอกถึงภูมิรู้ที่แน่นแฟ้นขึ้นในระดับมัชฌิมะ

พัดพื้นตาดเหลือง: สัญลักษณ์ของ เปรียญธรรม ๗, ๘, ๙ ประโยค (เปรียญเอก) ผ้าตาดอันวิจิตรบ่งบอกถึงความเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญสูงสุดในพระไตรปิฎก

น้ำหล่อเลี้ยงศรัทธา: นิตยภัตเพื่อคนทำงาน

เพื่อให้ระบบใหม่ขับเคลื่อนไปได้ พระองค์มิได้พระราชทานเพียงพัดยศอันเป็นเกียรติยศภายนอกเท่านั้น แต่ยังทรงดูแล “ปากท้อง” ของพระสงฆ์ผู้อุทิศตนทำงานด้วย ทรงจัดระเบียบ “นิตยภัต” (ค่าภัตตาหารรายเดือน) ขึ้นใหม่ ให้สอดคล้องกับลำดับชั้นความรู้ เช่น เปรียญ ๓ ประโยค ได้รับเดือนละ ๖ บาท ไล่เรียงขึ้นไปจนถึงเปรียญ ๙ ประโยค ได้รับเดือนละ ๑๔ บาท (อัตราในสมัยนั้น)

การปฏิรูปครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการออกแบบลวดลายบนแผ่นผ้า แต่คือการออกแบบ “โครงสร้างสังคมสงฆ์” ให้มีความเข้มแข็ง สง่างาม และยุติธรรม เพื่อให้ผ้ากาสาวพัสตร์ทุกผืนที่ปลิวไสว เป็นธงชัยแห่งปัญญาและศรัทธาที่แท้จริงของสยามประเทศ

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: การพัฒนาสยามประเทศ (ที่ระลึกงานฉลองพระเกียรติคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *