วิถีที่ใช่ ใจที่เด็ดเดี่ยว: นิยามความงามในป่าแห่งชีวิตจากมหาโคสิงคสาลสูตร
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพร สาธุชนผู้มีจิตเลื่อมใสในธรรมทุกท่าน
ค่ำคืนนี้ขอให้ทุกท่านลองวางความวุ่นวายของโลกภายนอกลงสักครู่ แล้วออกเดินทางย้อนเวลาไปสู่บรรยากาศในอดีตกาลกาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าไม้สาละอันมีนามว่าโคสิงคสาลวัน ในคืนที่แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมาอาบไล้หมู่ไม้ที่กำลังออกดอกสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งพนา ความเงียบสงบของป่าในคืนนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่กลับทรงพลังด้วยการปรากฏตัวของเหล่า “อัครสาวก” ผู้เป็นดั่งขุนพลทางปัญญาของพระพุทธศาสนามานั่งรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะที่ลุ่มลึก
เหตุการณ์ใน “มหาโคสิงคสาลสูตร” นี้ไม่ใช่เพียงการพบปะธรรมดา แต่คือเวทีประชัน “อัตลักษณ์” ของนักปฏิบัติผู้สมบูรณ์แบบ เมื่อพระสารีบุตรผู้เลิศทางปัญญาได้ตั้งคำถามสำคัญขึ้นมาว่า “ภิกษุแบบไหนที่ทำให้ป่าแห่งนี้งดงามที่สุด?” คำถามนี้หากมองด้วยสายตาคนทำงานรุ่นใหม่ ก็คือการถามหา “สเปก” หรือรูปแบบความสำเร็จที่แท้จริงนั่นเอง
เหล่าพระเถระแต่ละท่านได้นำเสนอความงามในมุมมองที่ต่างกันออกไปตามจริตอันโดดเด่นของตน
ท่านแรก พระอานนท์ ผู้อยู่ในสายวิชาการและการสื่อสาร ท่านมองว่าความงามคือความเป็น “พหูสูต” ในโลกที่ท่วมท้นด้วยข้อมูลข่าวสาร ความสวยงามคือการรู้จักเลือกรับ ทรงจำได้แม่นยำ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีทักษะในการถ่ายทอด สื่อสารเรื่องที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและสละสลวยแก่คนหมู่มาก นี่คือความสวยงามของผู้ที่รู้จักใช้ความรู้เพื่อเกื้อกูลผู้อื่น
ท่านที่สอง พระเรวตะ ผู้อยู่ในสายรักความสงบและโลกภายใน ท่านเสนอว่าความงามคือการฝึกจิตให้นิ่งอยู่ภายในหรือเจโตสมถะ ในยุคที่โลกหมุนไวและดึงเราออกไปข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ความสวยงามที่แท้จริงอาจคือการพึ่งพาตนเองทางจิตวิญญาณได้ รักความสันโดษ และมีวิปัสสนาที่มองเห็นโลกตามความเป็นจริงโดยไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้า
ท่านที่สาม พระอนุรุทธะ สายวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ท่านอุปมาความงามเหมือนผู้ที่มี “ทิพยจักษุ” หรือตาทิพย์ที่มองเห็นความเป็นไปของจักรวาลได้อย่างกว้างไกล เปรียบเสมือนคนทำงานที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary) สามารถมองเห็นภาพรวม (Big Picture) และทิศทางล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน
ท่านที่สี่ พระมหากัสสปะ สายวินัยเหล็กและการลดทอน ท่านนิยามความงามผ่านความเรียบง่ายแต่ทรงพลังแบบ Minimalist คือการปฏิบัติธุดงค์อย่างเคร่งครัด สันโดษในเครื่องอุปโภคบริโภค และเป็นแบบอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นดำเนินชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย
ท่านที่ห้า พระมหาโมคคัลลานะ สายวิเคราะห์เจาะลึก ท่านวาดภาพความงามของการถก “อภิธรรม” หรือความรู้เชิงลึก การถาม-ตอบด้วยเหตุผลที่คมชัด ไร้การติดขัด คือสภาวะของปัญญาที่บริสุทธิ์และการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกอย่างแท้จริง
และท่านสุดท้าย พระสารีบุตร ผู้เป็นเจ้าของคำถาม ท่านมองว่าความงามสูงสุดคือ “การเป็นนายเหนือใจตนเอง” ผู้ที่ฝึกจิตจนเชี่ยวชาญ (Mastery) สามารถกำหนดสภาวะใจของตนให้เป็นไปตามต้องการได้ทุกที่ทุกเวลา เหมือนคนที่มีเสื้อผ้าสวยงามเต็มตู้และมีรสนิยมที่จะเลือกหยิบมาสวมใส่ได้อย่างสง่างามในทุกโอกาส
โยมทั้งหลาย เมื่อเหล่าสาวกนำทัศนะที่แตกต่างกันเหล่านี้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าเพื่อหา “ผู้ชนะ” คำตัดสินของพระบรมศาสดากลับสะท้อนถึงหลักการยอมรับความหลากหลาย (Inclusion) อย่างล้ำยุค พระองค์ไม่ได้ชี้ชัดว่าใครเจ๋งที่สุด แต่ตรัสว่า “คำตอบของทุกคนเป็นสุภาษิตตามนัยของตนเอง”
นั่นหมายความว่า ในเส้นทางสู่เป้าหมายของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนเพื่อไปเลียนแบบใคร โลกนี้ต้องการทั้งนักสื่อสารที่เก่งกาจ นักวิเคราะห์ที่เฉียบคม และผู้นำที่มีวินัย ทุกบทบาทล้วนทำให้ “ป่าแห่งชีวิต” นี้งดงามได้ในแบบฉบับของตนเอง
แต่ข้อสำคัญที่อาตมาอยากจะ “ขยี้” ให้เห็นจริงตามที่พระพุทธองค์ทรงสำทับไว้นั้นคือ หัวใจสำคัญที่เป็นจุดร่วมของความสำเร็จทุกสายงาน พระองค์ทรงเสริม “สเปก” ข้อเดียวที่ตัดสินความแตกต่างระหว่างผู้ที่ “ทำได้” กับผู้ที่แค่ “อยากทำ” นั่นคือ ความเพียรที่เด็ดเดี่ยว
พระองค์ตรัสว่า ป่านี้จะงดงามที่สุดด้วยบุคคลที่ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า “หากเป้าหมายสูงสุดยังไม่สำเร็จ เราจะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด”
โยมลองพิจารณาดูเถิด หลายครั้งที่เราไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีความรู้ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีสไตล์ แต่เป็นเพราะเรา “ลุกเร็วเกินไป” เมื่อเจอความลำบากเราก็ลุก เมื่อเจอความเบื่อหน่ายเราก็เลิก เมื่อเจอสิ่งล่อใจเราก็ทิ้งที่นั่งแห่งความเพียรนั้นเสีย
ความสวยงามของชีวิตไม่ได้เกิดจากสไตล์ที่โดดเด่นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความเด็ดเดี่ยว” ที่จะอยู่กับเป้าหมายจนกว่างานจะสำเร็จ เหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำเตือนเรื่องการไม่ลุกจากที่นั่ง ไม่ว่าโยมจะเดินสายพหูสูตแบบพระอานนท์ หรือสายวิเคราะห์แบบพระโมคคัลลานะ หากขาดความเพียรที่กัดไม่ปล่อย (Grit) ความงดงามนั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย
ดังนั้น คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้ทุกท่านได้ฉุกคิดในค่ำคืนนี้คือ ในขณะที่เรากำลังมองหา “สเปก” ที่ใช่ หรือสไตล์ที่ชอบ… เราได้เตรียม “ใจที่เด็ดเดี่ยว” มากพอที่จะทำให้ป่าแห่งชีวิตของเรางดงามแล้วหรือยัง? ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ค้นพบวิถีของตน และมีใจที่แน่วแน่ไม่คลอนแคลน จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งความสำเร็จที่ปรารถนาไว้ทุกประการเทอญ
ท้ายที่สุดนี้ ขออ้างเอาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งความตั้งใจจริงของทุกท่าน จงเป็นพลวปัจจัยให้ท่านทั้งหลายมีความสุข ความเจริญ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความเพียรที่เด็ดเดี่ยวเพื่อสร้างสรรค์ความงดงามให้แก่ชีวิตตนเองและโลกใบนี้สืบไป
เจริญพร.

