จากยอดมณฑลสู่ภูมิภาค: พลิกโฉมการกระจายอำนาจตรวจธรรมสนามหลวง พ.ศ. 2508
หากจะย้อนเวลากลับไปในช่วงพุทธศักราช 2508 ภาพของกองเอกสารใบตอบข้อสอบนักธรรมนับแสนฉบับที่หลั่งไหลเข้าสู่พระนคร คงเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของการศึกษาคณะสงฆ์ได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางกลิ่นหมึกและกระดาษฟุลสแก๊ปตีตราสนามหลวง กิจการพุทธจักรในยุคนั้นกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการบริหารจัดการ เมื่อระบบ “รวมศูนย์อำนาจ” ที่เคยเป็นหัวใจหลักเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว จนนำมาสู่การปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ นั่นคือการมอบอำนาจให้ “เจ้าคณะภาค” เป็นผู้อำนวยการตรวจข้อสอบในส่วนภูมิภาคอย่างเต็มตัว
ฉากทัศน์แห่งความหลัง: เมื่อใบตอบเดินทางข้ามทวีป
ในยุคก่อนหน้านั้น เช่นในปี พ.ศ. 2485 การขนส่งใบตอบจากหัวเมืองไกล ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง ลองนึกภาพเกวียนหรือพาหนะยุคเก่าที่บรรทุกหีบใบตอบนักเรียนข้ามป่าข้ามเขาเพื่อมาส่งยังสถานีรถไฟ การตรวจข้อสอบมักต้องเลื่อนออกไปจนถึงแรมเดือนยี่หรือเดือนสาม เพราะใบตอบจากหัวเมืองล่าช้าจนตรวจไม่ทัน แม้ใน พ.ศ. 2506 สนามหลวงยังเคยตัดสินใจนำใบตอบส่วนภูมิภาคทั้ง 3 ชั้น (ตรี โท เอก) กลับมารวมตรวจที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด เพื่อควบคุมมาตรฐาน,
ทว่าด้วยจำนวนผู้สมัครสอบที่พุ่งสูงขึ้นถึง 140,484 คน ในปี พ.ศ. 2508 การจะรวมศูนย์ทุกอย่างไว้ที่ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา เพียงแห่งเดียวกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกำลัง
พ.ศ. 2508: ปฐมบทแห่งการกระจายอำนาจ
พระธรรมปาโมกข์ แม่กองธรรมสนามหลวง ในขณะนั้น ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความคล่องตัว จึงได้ลงนามในคำสั่งครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 มอบหมายให้ เจ้าคณะภาค (ทั้งสองนิกาย) รับหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยการตรวจใบตอบนักธรรมชั้นตรี” ในเขตภาคของตนโดยเฉพาะ,,
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ไม่ใช่เพียงการลดภาระส่วนกลาง แต่เป็นการมอบความไว้วางใจให้เจ้าคณะภาคมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการต่าง ๆ ดังนี้
1. กำหนดสถานที่ตรวจ: เจ้าคณะภาคสามารถเลือกได้ว่าจะให้นำใบตอบมาตรวจที่สำนักของตน หรือจะรวมตรวจในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในเขตภาคตามความเหมาะสม
2. ประกาศผลได้ทันที: เมื่อตรวจเสร็จสิ้น คณะกรรมการในระดับภาคสามารถแจ้งผลให้นักเรียนทราบได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลางประกาศ
3. ดูแลความสุจริต: เจ้าคณะภาคได้รับอำนาจในการสอดส่องและสั่งการเพื่อให้การสอบดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและบริสุทธิ์
สายใยความร่วมมือ: รัฐ-สงฆ์ และรถไฟ
ในฉากของการตรวจข้อสอบระดับภาคนั้น ความงดงามอย่างหนึ่งที่ปรากฏในเอกสารคือความร่วมมือที่แน่นแฟ้น การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เข้ามาเป็นกลไกสำคัญ โดยอนุญาตให้พระภิกษุสามเณรที่เป็นกรรมการตรวจข้อสอบเดินทางโดยรถไฟได้ฟรีทั้งเที่ยวไปและกลับ เพื่อไปปฏิบัติศาสนกิจในจังหวัดต่าง ๆ ปีละกว่า 300 รูป
แม้จะมีคำสั่งกระจายอำนาจออกมา แต่ในทางปฏิบัติของปี 2508 นั้น เจ้าคณะภาคทุกภาคในฝ่ายมหานิกาย กลับมีความเห็นพ้องกันอย่างน่าสนใจว่า แม้ตนจะมีอำนาจตรวจที่ภาคแล้ว แต่ “ควรนำมาตรวจที่วัดสามพระยา” เช่นเดิม เนื่องจากส่วนกลางได้จัดสถานที่และอำนวยความสะดวกไว้อย่างดีแล้วสำหรับชั้นเอกและโท ภาพที่เห็นจึงเป็นการที่เจ้าคณะภาคเดินทางเข้ามาอำนวยการตรวจด้วยตนเองที่กรุงเทพฯ แต่ใช้อำนาจการบริหารจัดการในนาม “ภาค” เป็นครั้งแรก ขณะที่ฝ่ายธรรมยุตนั้น เจ้าคณะภาคได้แยกหน้าที่ไปอำนวยการตรวจตามวิถีของนิกายอย่างชัดเจน
วิเคราะห์เชิงวิชาการ: นัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
การมอบบทบาทใหม่ให้เจ้าคณะภาคในปี 2508 ถือเป็นการ “ปฏิรูปการบริหารจัดการเชิงพื้นที่” ที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งส่งผลดีต่อระบบการศึกษาธรรมหลายประการ ได้แก่
• ความรวดเร็ว: การลดขั้นตอนการส่งเอกสารผ่านกรมการศาสนามายังสนามหลวงโดยตรงในชั้นตรี ช่วยให้การวัดผลรวดเร็วขึ้น
• เอกภาพในความหลากหลาย: แม้จะกระจายอำนาจออกไป แต่สนามหลวงยังคงคุมมาตรฐานผ่าน “คำเฉลย” และ “วิธีตรวจให้คะแนน” (กรรมการ 2 รูป) ที่เหมือนกันทั่วประเทศ,
• การสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน: เป็นการดึงเอาเจ้าคณะปกครองระดับสูง (ระดับภาค) เข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อคุณภาพการศึกษาของพระสังฆาธิการในสังกัดอย่างใกล้ชิด
สรุปได้ว่า พ.ศ. 2508 คือปีที่เมล็ดพันธุ์แห่งการกระจายอำนาจการศึกษาสงฆ์ถูกปลูกลงอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนบทบาทจากเจ้าคณะภาคผู้ปกครองมาเป็น “ผู้อำนวยการตรวจข้อสอบ” ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การสอบธรรมสนามหลวงสามารถขยายตัวรองรับผู้เข้าสอบจำนวนมหาศาลได้มาจนถึงปัจจุบัน เปรียบเสมือนการขยายกิ่งก้านของต้นโพธิ์แห่งปัญญาให้แผ่ไพศาลไปทั่วทุกภูมิภาค โดยยังคงมีรากแก้วคือพระวินัยที่มั่นคงอยู่ ณ ส่วนกลางนั่นเอง

