แสงธรรมหลังกำแพงสูง: ปฐมบทแห่งการขัดเกลาใจผ่าน “ธรรมศึกษา” ในเรือนจำ พ.ศ. 2508

ท่ามกลางบรรยากาศอันเคร่งขรึมของเรือนจำในอดีต เมื่อเสียงเหล็กกระทบกรงและระเบียบวินัยอันเข้มงวดเป็นภาพจำกระแสหลัก แต่ในหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาไทย พุทธศักราช 2508 กลับมีภาพลักษณ์อันงดงามของ “ปัญญา” ที่ส่องสว่างลอดผ่านลูกกรงเข้าไป เมื่อสนามหลวงแผนกธรรมได้ขยายกิ่งก้านแห่งการเรียนรู้ จัดตั้งสนามสอบธรรมศึกษาสำหรับผู้ต้องขังขึ้นถึง 40 แห่งทั่วประเทศ นี่ไม่ใช่เพียงการวัดความรู้ในกระดาษ แต่คือกระบวนการ “พลิกใจ” ครั้งสำคัญที่ให้โอกาสคนผิดได้กลับกลายเป็นคนใหม่ด้วยรสแห่งธรรม

ฉากทัศน์แห่งความหวัง: ธรรมะที่ไม่เลือกสถานะ

ในยุคนั้น การขยายโอกาสทางการศึกษาธรรมเข้าไปสู่แดนกักขังถือเป็นพันธกิจที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากมองย้อนไปเพียงสองปีก่อนหน้าคือ พ.ศ. 2506 สนามหลวงเคยเปิดสนามสอบในเรือนจำไว้ 39 แห่ง แต่เมื่อถึงปี 2508 ความต้องการและกระแสแห่งศรัทธากลับเพิ่มพูนขึ้นจนต้องขยายเป็น 40 สนามสอบ ซึ่งถูกบริหารจัดการรวมอยู่ในกลุ่มสถานที่สอบส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

ภาพของผู้ต้องขังที่วางภาระแห่งความผิดลงชั่วขณะ แล้วหยิบปากกาหมึกสีดำหรือสีน้ำเงินขึ้นมาเขียนตอบข้อความลงบนกระดาษฟุลสแก๊ปตีตราสนามหลวง คือฉากทัศน์ที่สะท้อนคำกล่าวของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แม่กองธรรมสนามหลวง ในกาลต่อมาที่ว่า “ธรรมะเป็นเรื่องที่น้อมเข้าหาตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอย่างไร แม้ผู้ต้องขังในเรือนจำเมื่อได้เล่าเรียนและเข้าสอบ ก็ได้รับผลเหมือนคนทั่วไป” ท่านได้เปรียบเทียบไว้อย่างลึกซึ้งว่า รสของธรรมะเปรียบเสมือนความหวานของน้ำตาลหรือความเปรี้ยวของส้ม ที่ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานะใด เมื่อได้ลิ้มรสย่อมได้รับรสที่เสมอกัน

ระเบียบแห่งความบริสุทธิ์: มาตรฐานกลางหลังกำแพง

การจัดสอบในเรือนจำไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยย่อหย่อน แต่ต้องรักษามาตรฐานความศักดิ์สิทธิ์ของการสอบสนามหลวงไว้อย่างเคร่งครัด ในแต่ละห้องสอบภายในเรือนจำถูกกำหนดให้มีกรรมการควบคุมอย่างน้อย 2 รูป เพื่อสอดส่องให้การสอบเป็นไปด้วยความสุจริต ผู้เข้าสอบต้องมีเลขประจำตัวและลงบัญชีเรียกชื่ออย่างถูกต้อง หากใครขาดสอบด้วยเหตุแห่งอาการ “อาพาธ” (สำนวนสมัยนั้น, หมายถึง เจ็บป่วย) กรรมการต้องขีดเส้นแดงทับและหมายเหตุไว้เป็นหลักฐานชัดเจน

ความมุ่งหมายของการกวดขันนี้คือการบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า “เกียรติคุณ” ก่อนจะได้รับ “เกียรติยศ” การสอบผ่านธรรมศึกษาในเรือนจำจึงไม่ใช่แค่การได้ใบประกาศนียบัตร แต่เป็นการยืนยันกับตนเองและสังคมว่า แม้กายจะถูกกักขัง แต่จิตใจนั้นได้รับ “แสงสว่างแห่งบุรุษ” จากการฝึกฝนตนเองมาอย่างดีแล้ว โดยสนามหลวงเน้นย้ำเสมอว่า การสอบได้โดยทุจริตนั้นไม่เป็นประโยชน์อันใด สู้ผู้สอบตกแต่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่ได้

จากอดีตสู่การต่อยอด: มรดกแห่งการขัดเกลา

ระบบการศึกษาธรรมในเรือนจำที่วางรากฐานไว้ในปี 2508 ได้เติบโตและต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษต่อ ๆ มา เราได้เห็นความชัดเจนของการจัดสอบในเรือนจำที่ขยายตัวไปยัง เรือนจำกรุงเทพมหานคร, เรือนจำพิเศษธนบุรี และทัณฑสถานหญิงธนบุรี ซึ่งเป็นสนามสอบที่สำคัญในเวลาต่อมา ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างคณะสงฆ์ กรมการศาสนา และกรมราชทัณฑ์ ที่เชื่อมั่นในอานุภาพของพระธรรมว่าจะสามารถ “กล่อมเกลา” ให้ผู้ต้องขังพ้นโทษไปเป็นพลเมืองดีได้

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *