เหนืออักขระคือปัญญา: เจาะลึกสามมิติการวัดผล “ความจำ-ความเข้าใจ-ความคิด” ในสนามสอบธรรม พ.ศ. 2508
หากจะย้อนกลับไปสู่บรรยากาศการสอบธรรมสนามหลวงในพุทธศักราช 2508 ภาพที่ปรากฏชัดคือเหล่ากุลบุตรและพุทธบริษัทที่นั่งเรียงรายอยู่ในศาลาการเปรียญอันเงียบสงัด แสงแดดรำไรลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ กระทบลงบนกระดาษฟุลสแก๊ปสีขาวนวลที่มีตราประทับ “สนามหลวง”, ท่ามกลางเสียงขูดขีดของปากกาหมึกซึมที่ลากไปตามบรรทัด สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวอักษรเหล่านั้นไม่ใช่เพียงการคัดลอกตำราลงสู่ใบตอบ แต่คือ “ปรัชญาการวัดผล” ที่มีความลุ่มลึก แบ่งแยกพรมแดนระหว่างความจำ ความเข้าใจ และความคิดออกจากกันอย่างเป็นระบบ
ตรัยรัตน์แห่งปัญญา—โจทย์ที่ไม่ได้วัดแค่ความจำ
ในการออกข้อสอบปี พ.ศ. 2508 คณะกรรมการสนามหลวงได้คัดเลือกปัญหาจากพระมหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนจะกลั่นกรองโดยกรรมการพิเศษอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อสอบที่สมบูรณ์ที่สุด, ปรัชญาเบื้องหลังโจทย์เหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับที่ชัดเจน:
1. ระดับความจำ (Memory): มุ่งเน้นไปที่หลักธรรมที่เป็น “แบบแผน” เช่น ชื่อหมวดธรรม หรือตัวเลขสถิติทางพระวินัย โจทย์ลักษณะนี้ต้องการคำตอบที่ “ตรงตามแบบ” และอาจมีสำนวนเหมือนกันได้ทุกคนเพราะเป็นการอ้างอิงจากคัมภีร์โดยตรง
2. ระดับความเข้าใจ (Understanding): เป็นระดับที่ยากขึ้นมาอีกขั้น โจทย์จะถามถึง “เหตุและผล” ในทางที่ถูกซึ่งอาจมีเพียงหนึ่งเดียว แต่สนามหลวงยอมรับว่า “โวหารหรือสำนวน” ของผู้สอบย่อมแตกต่างกันไปตามพื้นฐานความรู้
3. ระดับความคิด (Thought): นี่คือจุดสูงสุดของการวัดผล โจทย์ระดับนี้ต้องการให้ผู้สอบแสดง “เหตุผลและทัศนะ” ของตนเองโดยอาศัยหลักธรรมเป็นเครื่องชี้นำ ซึ่งสนามหลวงถือว่าเหตุผลของแต่ละคนย่อมมีได้แตกต่างกันตามความคิดของตน
“คำเฉลย” ที่เป็นเพียง “เข็มทิศ” ไม่ใช่ “ไม้บรรทัด”
ฉากทัศน์ในห้องตรวจข้อสอบ ณ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา คือภาพพระเถระสองรูปนั่งพิจารณาใบตอบแผ่นเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในยุคนั้นคือทัศนคติของสนามหลวงต่อ “คำเฉลย”
แม่กองธรรมสนามหลวงได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า “คำเฉลยนั้นเป็นเพียงแนวทาง (Guideline) ให้กรรมการถือเป็นเกณฑ์ในการตรวจได้สะดวกเท่านั้น”, การจะกะเกณฑ์ให้นักเรียนตอบให้ตรงตามคำเฉลย “เป๊ะ ๆ” ทุกตัวอักษรนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยกเว้นในส่วนที่เป็น “ความจำ” และ “ใจความสำคัญ” (Key Point) เท่านั้น
หากนักเรียนตอบด้วยภาษาของตนเอง แต่สามารถรักษา “ใจความสำคัญ” ของธรรมะข้อนั้นไว้ได้ กรรมการถูกกำชับให้ใช้เมตตากรุณาและ “มัชฌัตตุเบกขา” (ความเป็นกลาง) วินิจฉัยให้คะแนนตามภูมิความรู้จริง นี่คือปรัชญาที่มองข้ามเปลือกของภาษาเพื่อไปให้ถึงแก่นของปัญญาอย่างแท้จริง
จากการ “จับผิด” สู่การ “ให้เกียรติปัญญา”
เมื่อมองย้อนไปถึงการปฏิรูประบบคะแนนในปี พ.ศ. 2500 ซึ่งยังคงใช้สืบเนื่องมาถึงปี 2508 เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการ “เก็บคะแนน” (Point Deduction) ที่กรรมการมุ่งจับผิดนักเรียน มาเป็นการ “ให้คะแนน” (Point Giving) ตามความสามารถ,
ในการตรวจแต่ละวิชา (คะแนนเต็ม 70 หรือ 100 ตามยุคสมัย) หากพบว่าผู้สอบแสดงความรู้ได้สมภูมิ แม้จะไม่ตรงตามเฉลยในส่วนที่เป็นความคิด กรรมการมีอำนาจในการ “ยกประโยชน์ให้แก่นักเรียน” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทราบความรู้ตามความเป็นจริง เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เพื่อการตัดสิทธิ์เพียงเพราะสำนวนภาษาไม่ตรงกัน
บทสรุป: ปรัชญาที่ยั่งยืนถึงปัจจุบัน
การวัดผลของสนามหลวงในปี พ.ศ. 2508 จึงเป็นหลักฐานทางวิชาการที่แสดงให้เห็นว่า คณะสงฆ์ไทยมีความก้าวหน้าในการจัดการศึกษาที่เน้น “ผลลัพธ์การเรียนรู้” (Learning Outcome) มากกว่า “การท่องจำ” (Rote Learning) มานานกว่าครึ่งศตวรรษ
การให้ความสำคัญกับ “ใจความสำคัญ” มากกว่า “รูปแบบ” เป็นการตอกย้ำว่า ธรรมะเป็นเรื่องของใจและการนำไปปฏิบัติ ดังที่แม่กองธรรมยุคต่อมามักกล่าวเตือนสติว่า “การสอบตกไม่เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าท่านมีความรู้อยู่แล้ว ความรู้ก็หาได้ตกไปด้วยไม่… แต่ถ้าได้ใบประกาศนียบัตรมาโดยไม่สุจริต ภูมิธรรมในเชิงปฏิบัติย่อมจะมีไม่ได้เลย”,, นี่คือหัวใจปราชญ์ของการสอบธรรมสนามหลวงที่ยังคงความศักดิ์สิทธิ์และทันสมัยอยู่เสมอในทุกยุคทุกสมัย
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2508

