จารึกพุทธวิจิตร: ‘พระปฐมสมโพธิกถา’ และมรดกปัญญาแห่งนักปราชญ์ทางธรรม พ.ศ. 2513
ท่ามกลางบรรยากาศอันเข้มขลังของศาลาการเปรียญทั่วราชอาณาจักรในช่วงกลางเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2513 ยามที่แสงแดดอ่อน ๆ ส่องกระทบกองคัมภีร์ใบข่อยและสมุดข่อยโบราณ เหล่านักเรียนผู้กล้าแห่งสังฆมณฑลที่กำลังเข้าสอบ “นักธรรมชั้นเอก” ต่างรู้ดีว่าพวกเขามิได้เพียงแค่กำลังพิสูจน์ความจำในข้อธรรมวินัยเท่านั้น แต่กำลังจารึกรอยเท้าตามเส้นทางปัญญาของเหล่าบูรพาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผ่านวรรณกรรมทางศาสนาที่เป็นประดุจ “รากแก้ว” ของหลักสูตรปราชญ์สงฆ์ระดับสูง บทความนี้จะพาท่านย้อนเวลาไปเห็นภาพการหล่อหลอมจิตวิญญาณศาสนทายาทผ่านมรดกของกรมพระปรมานุชิตชิโนรสและสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว) ในปีที่พุทธปัญญาเจริญงอกงามถึงขีดสุด
มรดกแห่งรัตนโกสินทร์—เมื่อความงามสอดประสานกับธรรม
หากจะกล่าวถึงวิชา “ตำนาน” หรือพุทธานุพุทธประวัติของนักธรรมชั้นเอกในปี 2513 สิ่งที่เป็นประดุจหัวใจสำคัญคือ “พระปฐมสมโพธิกถา” พระนิพนธ์อันวิจิตรของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส แห่งวัดพระเชตุพน ลองนึกภาพนักเรียนธรรมเอกที่กำลังจดจ่ออยู่กับตัวอักษร พวกเขาไม่ได้อ่านเพียงพระพุทธประวัติที่เป็นเส้นตรง แต่กำลังซึมซับศิลปะแห่งภาษาที่พรรณนาถึงการอุบัติของพระพุทธองค์ได้อย่างงดงามราวกับภาพวาด
วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกบรรจุเข้าสู่หลักสูตรอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 โดย องค์การศึกษา เล็งเห็นว่าเป็นหนังสือที่มีสาระทรงคุณค่า ทั้งในด้านภาษาที่สละสลวยและในด้านเนื้อหาที่ลึกซึ้ง การที่นักเรียนในปี 2513 ต้องสอบวิชานี้โดยมีข้อสอบไม่น้อยกว่า 3 ข้อจากพระปฐมสมโพธิกถา คือกุศโลบายในการฝึกให้ “นักปราชญ์” มีความรู้ที่กว้างขวางและมีสุนทรียภาพทางธรรมไปพร้อมกัน
รอยจารึกของสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว)—เสาหลักแห่งความถูกต้อง
เคียงข้างไปกับความวิจิตรของกรมพระปรมานุชิตชิโนรส คือความสุขุมคัมภีรภาพของ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระองค์ผู้ทรงเปรียบเสมือนเสาหลักแห่งการปริยัติธรรมไทย หลักสูตรนักธรรมเอกปี 2513 กำหนดให้นักเรียนต้องศึกษาหนังสือ พุทธประวัติ และ ปฐมสมโพธิ ฉบับที่เป็นพระนิพนธ์ของพระองค์ท่านควบคู่ไปด้วย
งานของพระองค์ท่านเน้นความรัดกุมในการลำดับเหตุการณ์และการวิเคราะห์ข้อธรรมในท้องเรื่อง นักเรียนธรรมเอกจึงเปรียบเสมือนนายช่างผู้ละเอียดที่ต้องนำ “ความจำ” จากพุทธประวัติ และ “ความคิด” จากการตีความเนื้อธรรมมาผสมผสานกันเพื่อเขียนคำตอบในสนามหลวง การศึกษาผลงานของสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว) จึงเป็นการบ่มเพาะปัญญาที่มั่นคงและเที่ยงตรงตามหลักการของคณะสงฆ์ไทยอย่างแท้จริง
บททดสอบแห่งปราชญ์—สมรภูมิปัญญาบนวัดสามพระยา
เมื่อวันตรวจข้อสอบมาถึง ณ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา ในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2514 ใบตอบวิชาตำนานของนักเรียนธรรมเอกหลั่งไหลเข้ามานับหมื่นฉบับ ฉากที่น่าทึ่งคือ คณะกรรมการผู้ตรวจสนามหลวงต้องใช้ระบบการตรวจที่เข้มงวด มุ่งวัดผลทั้ง “ความจำ ความเข้าใจ และความคิด”
คำถามที่ดึงมาจากพระปฐมสมโพธิกถาและพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว) มักจะไม่ใช่เพียงการถามว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน” แต่เป็นการถามเชิงวิเคราะห์ถึง “ความนัย” ของเหตุการณ์ในพุทธประวัติ นักเรียนที่สอบได้จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่ท่องจำได้ดี แต่ต้องเป็นผู้ที่ “เข้าถึงรสแห่งธรรม” และสามารถถ่ายทอดผ่านสำนวนโวหารที่ถูกต้องตามมาตรฐานของสนามหลวงได้
จากหน้ากระดาษสู่การเป็น ‘ศาสนทายาท’
เป้าหมายสูงสุดของการบรรจุมรดกวรรณกรรมทั้งสองท่านนี้ไว้ในหลักสูตรปราชญ์ชั้นเอก คือการสร้างพระภิกษุและคฤหัสถ์ (ธรรมศึกษาเอก) ที่มีความเป็น “ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ” ในปี 2513 ที่มีผู้สมัครสอบรวมกว่าสองแสนรูปนั้น การที่นักธรรมเอกต้องผ่านการเคี่ยวกรำจากตำราที่ลุ่มลึกเช่นนี้ ทำให้คณะสงฆ์มั่นใจได้ว่าผู้ที่จบออกไปจะเป็น “ทองเนื้อแท้” ที่พร้อมจะสืบอายุพระพุทธศาสนา
การเรียนจากพระปฐมสมโพธิกถาทำให้พวกเขามีจินตนาการและศรัทธาที่แกร่งกล้า ส่วนการเรียนจากงานของสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว) ทำให้พวกเขาเป็นนักวิชาการธรรมที่มีเหตุผล นี่คือมรดกทางปัญญาที่สนามหลวงแผนกธรรมได้ส่งต่อมาอย่างมั่นคง เพื่อรักษาความรุ่งเรืองของพระสัทธรรมให้สถิตสถาพรอยู่คู่กับโลกสืบไป
บทสรุป: เสาหลักที่ไม่มีวันล้ม
หลักสูตรนักธรรมเอก พ.ศ. 2513 ที่ยึดถือเอา พระปฐมสมโพธิกถา และวรรณกรรมของ สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว) เป็นแกนกลาง จึงมิใช่เพียงการเรียนเรื่องราวในอดีต แต่คือการสร้างมาตรฐาน “ปราชญ์สงฆ์ไทย” ให้มีความเป็นเอกลักษณ์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เป็นการหลอมรวมระหว่างความงามเชิงวรรณศิลป์และความจริงเชิงสัจธรรม ซึ่งยังคงเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่คนรุ่นปัจจุบันพึงศึกษาถึงความตั้งใจของบูรพาจารย์ในการ “ปลูกปัญญา” ท่ามกลางวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ.2513

