รังสรรค์ปัญญาด้วยสุนทรีย์: การหวนคืนของ ‘พระปฐมสมโพธิกถา’ สู่หลักสูตรเอกสนามหลวง พ.ศ. 2506
ท่ามกลางบรรยากาศการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ครั้งสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แสงแดดรำไรในฤดูหนาวของปีพุทธศักราช 2506 ได้ส่องกระทบหน้ากระดาษที่บรรจุถ้อยคำอลังการของวรรณกรรมพุทธประวัติชิ้นเอก. เสียงพลิกตำราและเสียงอภิปรายในที่ประชุมมหาเถรสมาคมมิใช่เพียงการถกเถียงเรื่องระเบียบปฏิบัติ แต่คือการ “ฟื้นจิตวิญญาณ” แห่งพุทธศิลป์และวิชาการพุทธศาสนาให้กลับมาโลดแล่นบนธรรมมาสน์แห่งการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง. บทความนี้จะพาท่านย้อนเวลากลับไปดูเหตุการณ์สำคัญที่วรรณกรรมระดับมรดกชาติอย่าง “พระปฐมสมโพธิกถา” ถูกบรรจุเข้าเป็นเสาหลักของหลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นเอกอย่างเป็นทางการ
มรดกแห่งวัดโพธิ์—เพชรน้ำหนึ่งจากพระมหาสมณเจ้า
หากจะกล่าวถึง “พระปฐมสมโพธิกถา” เราต้องรำลึกถึงพระปรีชาญาณของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผู้ทรงรังสรรค์พุทธประวัติฉบับนี้ด้วยร้อยแก้วที่สละสลวยและเปี่ยมด้วยจินตภาพ ก่อนปี พ.ศ. 2506 หลักสูตรพุทธประวัติอาจเน้นหนักไปทางข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เป็นลำดับเหตุการณ์ แต่สนามหลวงแผนกธรรมเล็งเห็นว่า การจะสร้างพระภิกษุและฆราวาสชั้นเอกที่มี “วิทยาคุณ” สูงส่งนั้น จำต้องศึกษาหนังสือที่มีสาระลุ่มลึกทั้งในด้านภาษาและข้อธรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้พุทธกิจอย่างแยบคาย
ภาพของหนังสือฉบับพิมพ์กรมการศาสนาที่ดูเรียบร้อยและทรงพลัง กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ในย่ามของพระนิสิตและนักเรียนธรรมศึกษาทั่วประเทศในยุคนั้น
เส้นทางข้ามกาลเวลา—จากคณะสังฆมนตรีสู่มหาเถรสมาคม
การหวนคืนของวรรณกรรมเล่มนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่การประชุมคณะสังฆมนตรีเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2504 ในคราวนั้น ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว แต่กระบวนการ “ตรวจชำระสอบทาน” และการจัดพิมพ์ต้องใช้ความประณีตสูงเพื่อให้สมพระเกียรติผู้รจนา จนกระทั่งโครงสร้างการปกครองสงฆ์เปลี่ยนผ่านสู่ระบบมหาเถรสมาคมตามกฎหมายใหม่.
ในที่สุด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2506 ณ ห้องประชุมมหาเถรสมาคม มติเอกฉันท์ประวัติศาสตร์ก็ได้บังเกิดขึ้น อนุมัติให้ใช้ “พระปฐมสมโพธิกถา” เป็นหลักสูตรในวิชาพุทธานุพุทธประวัติ คำประกาศของ พระธรรมปาโมกข์ แม่กองธรรมสนามหลวง ในปีนั้น ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการศึกษาสงฆ์ ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนว่าเพื่อให้ผู้ศึกษาได้มีความรู้ที่ “กว้างขวางและลึกซึ้ง” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม.
กฎเหล็ก “๓ ข้อ” และการวัดผลที่เข้มขลัง
เมื่อหลักสูตรถูกกำหนด การวัดผลในสนามสอบจริงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๖ จึงเป็นที่จับตามอง, แม่กองธรรมสนามหลวงได้วางระเบียบที่เคร่งครัดในสนามสอบ โดยกำหนดให้วิชาพุทธานุพุทธประวัติชั้นเอก จะต้องออกสอบปัญหาที่มาจากพระปฐมสมโพธิกถา “ไม่น้อยกว่า ๓ ข้อ” เสมอ
ฉากนี้สร้างความตื่นตัวให้กับเหล่าครูอาจารย์ตามสำนักเรียนต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร การติวสอบมิใช่เพียงการจำวันที่หรือชื่อสถานที่ แต่ต้องรวมถึงการตีความอภินิหารและธรรมะที่สอดแทรกอยู่ในแต่ละปริเฉท สนามหลวงมุ่งหวังว่าถ้านักเรียนสามารถตอบปัญหา ๓ ข้อนี้ได้ นั่นหมายถึงการเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธประวัติฉบับมาตรฐานที่คนไทยใช้ศึกษามาแต่โบราณกาล.
บทสรุป: การปลูกปัญญาด้วยสุนทรียศิลป์
การฟื้นฟูพระปฐมสมโพธิกถาในปี พ.ศ. 2506 คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการรักษา “มาตรฐานทางวิชาการ” ที่ควบคู่ไปกับ “ความงามทางวรรณศิลป์” ของคณะสงฆ์ไทย, มรดกนี้ยังคงสืบทอดความเข้มขลังมาจนถึง พ.ศ. 2508 และต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษจนถึงปัจจุบัน ดังปรากฏในหลักสูตรที่ระบุไว้ใน พ.ศ. 2513 และ พ.ศ. 2542.
การสอบในปี 2506 จึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางปัญญา แต่คือการยืนยันว่า “ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ” (สุวิชาโน ภวํ โหติ) ตามคำปราศรัยของแม่กองธรรม พระปฐมสมโพธิกถาจึงมิใช่เพียงตำรา หากแต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนถึงการธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์การศึกษาทางพุทธศาสนาที่สง่างามสืบไป.
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2506

