ศิลปะแห่งความสงบ: เจาะลึก “จิตวิทยาการคุมสอบ” ตามระเบียบสนามหลวง พ.ศ. 2508

ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของศาลาการเปรียญในพุทธศักราช 2508 เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงพัดลมเพดานที่หมุนวนช้า ๆ และเสียงปลายปากกาที่ครูดไปบนกระดาษฟุลสแก๊ป นักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษานับแสนชีวิตกำลังจดจ่ออยู่กับปัญหาธรรมที่อยู่เบื้องหน้า ทว่าในความเงียบสงัดนั้น มีสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมคอยเฝ้ามองอยู่ สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการเฝ้าเวรยาม แต่คือ “ศิลปะและจิตวิทยาการคุมสอบ” ที่ถูกบันทึกไว้ในระเบียบสนามหลวงอย่างลุ่มลึก เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการสอบโดยไม่ทำลายสมาธิของผู้เข้าสอบ

“อย่าให้เขากระดาก” – จิตวิทยาแห่งความเกรงใจ

หนึ่งในคำแนะนำที่น่าประทับใจที่สุดใน “คำแนะนำผู้คุมนักเรียน” ของสนามหลวง คือการสั่งว่า “เมื่อไม่มีเรื่อง อย่าไปยุ่งดูนักเรียนเขียนที่โต๊ะ เขาจะกระดาก” สนามหลวงเข้าใจดีว่าการที่กรรมการเดินไปจ้องมองนักเรียนขณะกำลังใช้ความคิดนั้น เป็นการสร้างความกดดันและทำให้เกิดความประหม่า (ประหนึ่งอาชาที่เสียอาการเมื่อถูกจ้องมองใกล้เกินไป)

ในสายตาของคนสมัยใหม่ นี่คือการให้เกียรติพื้นที่ส่วนบุคคล (Personal Space) และสภาวะการไหลลื่นของความคิด (Flow State) ผู้คุมสอบสนามหลวงจึงต้องเป็น “ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่ไร้ตัวตน” อยู่ในมุมที่เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนแสดงภูมิความรู้ออกมาได้อย่างเต็มที่ที่สุดโดยไม่รู้สึกถูกคุกคาม

ยุทธศาสตร์ “หลังห้อง” – มุมมองที่เฉียบคมกว่า

ระเบียบสนามหลวงได้วางกลยุทธ์ไว้อย่างเหนือชั้นว่า “การคุมนักเรียน อยู่ข้างหลังนักเรียนดีกว่า จับทุจริตของนักเรียนได้ง่าย” จิตวิทยาเบื้องหลังคือ นักเรียนที่มีเจตนาลักลอบทำทุจริตมักจะ “เหลียวหลังดูผู้คุม” อยู่เสมอ

ภาพของผู้คุมสอบที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง จึงเป็นทั้งการส่งมอบความไว้วางใจและเป็นปราการป้องปรามไปในตัว การที่นักเรียนมองไม่เห็นสายตาผู้คุมแต่รู้ว่า “มีคนอยู่ข้างหลัง” ทำให้ผู้ที่มีใจเป็นอกุศลขยับตัวได้ยากกว่าการที่ผู้คุมยืนจ้องหน้าจากด้านหน้าห้อง นอกจากนี้ยังมีการกำชับ(กรรมการ)ว่า “อย่าเอาหนังสือเข้าไปอ่าน” ในห้องสอบ เพื่อให้ความสำคัญกับภารกิจตรงหน้าอย่างเต็มกำลัง

“มัชฌัตตุเบกขา” – เมื่อพบพิรุธต้องนิ่งสงบ

ในฉากที่ผู้คุมเริ่มสงสัยว่ามีการทุจริต เช่น การซ่อนเศษกระดาษไว้ในผ้า หรือการแอบถามกัน ระเบียบสั่งให้ “ทำไถลเข้าไปดู” คือการเข้าไปสังเกตการณ์อย่างแนบเนียนเพื่อให้เห็นความจริงชัดเจน

เมื่อจับได้แล้ว สิ่งที่น่าทึ่งคือข้อห้ามที่ว่า “อย่าว่าเขา ปล่อยให้เขาทำตามชอบใจ ว่าเขาจะเกิดวิวาท” นี่คือการบริหารความขัดแย้งในห้องสอบเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ ผู้คุมเพียงแต่ต้องแจ้งผู้คุมอีกท่านหนึ่งมาเป็นพยาน และเมื่อนักเรียนส่งใบตอบแล้ว จึงค่อยทำการ “หมายเหตุที่หัวกระดาษ” เพื่อส่งต่อให้กรรมการผู้ตรวจวินิจฉัยต่อไป วิธีการนี้เป็นการรักษาความสงบ (Peacekeeping) ที่ดีเยี่ยมที่สุดวิธีหนึ่งในสนามสอบ

ปราการนอกห้องสอบ – จุดเปราะบางที่ต้องระวัง

ระเบียบสนามหลวง พ.ศ. 2508 และปีต่อ ๆ มายังให้ความสำคัญกับ “นอกห้องสอบ” โดยเฉพาะเมื่อนักเรียนขอออกไปถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ซึ่งเป็นช่วงที่มักมีการซ่อนแบบเรียนหรือแอบกระซิบถามกัน

สนามหลวงจึงกำหนดให้ห้องสอบหนึ่งต้องมีกรรมการ “ไม่ต่ำกว่า 2 รูป” เพื่อสลับหน้าที่กัน รูปหนึ่งคุมในห้อง อีกรูปหนึ่งต้องทำหน้าที่ “ตัดตอนระวังข้างนอกบ้าง” ฉากนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบและความรับผิดชอบร่วมกัน (Collective Responsibility) ของคณะกรรมการ เพื่อไม่ให้ใครเข้าไป “พลุกพล่านโดยใช่เหตุ” จนรบกวนนักเรียน

บทสรุป: ผู้คุมสอบในฐานะกัลยาณมิตร

จากระเบียบ พ.ศ. 2508 สู่การกวดขันที่เข้มข้นขึ้นจนถึงปี พ.ศ. 2542 เราจะเห็นว่าบทบาทของผู้คุมสอบสนามหลวงไม่ใช่ผู้คุมวิญญาณที่คอยจับผิด แต่คือ “กัลยาณมิตรทางปัญญา” ผู้กำกับดูแลนักเรียนต้องเป็นผู้มีอัธยาศัยซื่อตรง เรียบร้อย ไม่หยาบคาย และเห็นแก่ความสุจริตเหนือสิ่งอื่นใด

จิตวิทยาการคุมสอบสนามหลวงจึงเป็นการผสมผสานระหว่าง “ความเมตตา” ที่จะไม่รบกวนสมาธินักเรียน กับ “ความเที่ยงธรรม” ที่จะปกป้องพระศาสนาจากสนิมทุจริต เพื่อให้นักเรียนได้รับ “ความภูมิใจว่าเราเป็นผู้ประพฤติธรรม” อย่างแท้จริง

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2508

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *