จากพงชัฏสู่ลานปัญญา: จารึกตำนานการปฏิสังขรณ์วัดราชผาติการาม และสายใยศรัทธาตระกูลมาลากุล พ.ศ. 2513
ท่ามกลางบรรยากาศกรุงเทพมหานครในปีพุทธศักราช 2513 ปีที่เสียงพลิกหน้ากระดาษใบตอบสนามหลวงของศาสนทายาทนับแสนรูปดังกังวานไปทั่วราชอาณาจักร, ณ มุมหนึ่งใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัดราชผาติการาม ยืนหยัดอย่างสง่างามในฐานะศูนย์กลางแห่งการจัดการศึกษาพุทธปัญญา, ทว่าน้อยคนนักจะล่วงรู้ว่า เบื้องหลังความโอ่อ่าของอารามแห่งนี้ในฐานะที่พำนักของแม่กองธรรมสนามหลวง คือประวัติศาสตร์แห่งการอุทิศตนเพื่อกอบกู้ศรัทธาจากพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า “รกเรี้ยวรุงรังประดุจวัดร้าง”
ฉากที่ 1: มรดกที่ถูกลืม—ภาพจำของวัด ‘รกเรี้ยวรุงรัง’
ย้อนกลับไปในวันที่ พระพรหมมุนี (ขณะนั้นยังดำรงสมณศักดิ์เดิม) ต้องย้ายจากวัดราชาธิวาสวิหารมาจำพรรษา ณ วัดราชผาติการาม สภาพที่ท่านเผชิญมิใช่พระอารามที่รุ่งเรือง แต่เป็นพื้นที่กว่า 10 ไร่ที่เต็มไปด้วยพงหนามและสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดทรุดโทรม
ภาพของวัดในยามนั้นถูกพรรณนาไว้ว่า “รกเรี้ยวรุงรังประดุจวัดร้าง” จนเป็นที่ห่วงใยของเหล่าอุบาสิกาผู้ใกล้ชิด โดยเฉพาะ ท้าวสมศักดิ์ (ม.ร.ว. ปุย มาลากุล) ที่เกรงว่าพระคุณเจ้าจะประสบความลำบากจนอาจต้องพรากจากพรหมจรรย์, ทว่าด้วยวิสัยทัศน์อันแรงกล้า พระพรหมมุนีกลับมองเห็นโอกาสท่ามกลางซากปรักหักพัง ท่านกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “การรักษาวัดที่มีที่ดินกว่า 10 ไร่ รับไว้ดีกว่าไม่รับ ส่วนสิ่งก่อสร้างที่ชำรุด ปะเหมาะเคราะห์ดีก็ทำใหม่ได้ หากทำไม่ได้ แค่รักษาวัดไว้ให้พระศาสนาก็ได้บุญมากแล้ว”
สายใยจาก ‘ราชาธิวาส’ สู่ ‘ราชผาติการาม’—มรดกของหม่อมเพิ่ม
ความรักและผูกพันระหว่างพระพรหมมุนีและตระกูลมาลากุลนั้นลึกซึ้งดุจสายใยแม่กับลูก ท้าวสมศักดิ์ ซึ่งเคยอุปถัมภ์ท่านมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณรน้อยที่วัดราชาธิวาส มิได้เพียงแค่มาเยี่ยมเยียนหรือฟังธรรมวันพระที่วัดราชผาติการามบ่อย ๆ เท่านั้น แต่ท่านยังได้กระทำการอันเป็นอนุสรณ์แห่งศรัทธาที่สำคัญยิ่ง
ท้าวสมศักดิ์ได้อนุญาตให้รื้อ “เรือนของหม่อมมารดา” คือ หม่อมเพิ่ม มาลากุล ณ อยุธยา ซึ่งปลูกอยู่ที่สำนักอุบาสิกาวัดราชาธิวาสวิหาร นำมาปลูกสร้างใหม่ ณ วัดราชผาติการาม เพื่อใช้เป็นกุฎีสำหรับพระภิกษุสามเณรได้อาศัยศึกษาเล่าเรียน การนำไม้จากเรือนเดิมมาต่อเติมเป็นร่มเงาทางธรรมนี้ ไม่ใช่เพียงการย้ายที่อยู่อาศัย แต่เป็นการถ่ายโอนพลังอุปถัมภ์จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนวัดที่เกือบร้างให้กลายเป็นวิทยาลัยสงฆ์ที่พรั่งพร้อม
ศูนย์กลางปัญญาพุทธ—เมื่อหนังสือสอบธรรมกลายเป็นธรรมบรรณาการ
ผลจากการตรากตรำบูรณปฏิสังขรณ์และการสนับสนุนอย่างไม่ขาดสายจากท้าวสมศักดิ์ ทำให้วัดราชผาติการามกลายเป็นสถานที่สำคัญในการผลิตเอกสารวิชาการทางพุทธศาสนา ในปี พ.ศ. 2513 เมื่อท้าวสมศักดิ์ถึงแก่อนิจกรรม พระพรหมมุนีจึงได้จัดพิมพ์หนังสือ “เรื่องสอบธรรมสนามหลวง พ.ศ. 2513” ขึ้นเป็น ธรรมบรรณาการ แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส
หนังสือเล่มนี้มิใช่เพียงคู่มือสอบ แต่มันคือ “จดหมายเหตุแห่งความกตัญญู” ที่พระพรหมมุนีตั้งใจมอบให้แก่ผู้อุปถัมภ์ผู้ล่วงลับ ในเล่มบรรจุทั้งปัญหาและเฉลยที่ผ่านการคัดกรองอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้รับได้ทราบว่าการศึกษาปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยดำเนินมาอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด ภายใต้ร่มเงาของวัดที่เคยรกเรี้ยวรุงรัง แต่บัดนี้กลับกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านปัญญาไปทั่วสังฆมณฑล
บทสรุป: บทเรียนจากการสร้าง ‘วัด’ ด้วย ‘ใจ’
การบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชผาติการามในทศวรรษ 2510 เป็นบทพิสูจน์ว่า ความเจริญของพระพุทธศาสนามิได้ขึ้นอยู่กับวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “กตัญญูกตเวที” และความร่วมมือระหว่างบรรพชิตที่มีวิสัยทัศน์กับคฤหัสถ์ที่มีศรัทธาตั้งมั่น การเปลี่ยนสภาพจากวัดร้างสู่ศูนย์กลางการสอบธรรมคือรูปธรรมของคำว่า “รู้ดีเป็นผู้เจริญ” อย่างแท้จริง
มรดกจากหม่อมเพิ่ม และน้ำใจจากท้าวสมศักดิ์ที่ถ่ายทอดผ่านพระพรหมมุนี ยังคงสถิตอยู่ในทุกอักขระของหนังสือเรื่องสอบธรรม 2513 เตือนใจคนรุ่นปัจจุบันว่า รากฐานของปัญญาพุทธในไทยนั้น ถูกถักทอขึ้นมาจากความเสียสละที่ไม่มีวันเลือนหายไปตามกาลเวลา.
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ.2513

