วาทศิลป์แห่งธรรม: ถอดรหัสการสื่อสารผ่านตราครุฑและธรรมาสน์ในการสอบธรรม พ.ศ. 2508

ในพุทธศักราช 2508 ยุคสมัยที่เสียงพิมพ์ดีดแบบกระแทกสัมผัสยังคงดังก้องอยู่ในสำนักงานวัด และการสื่อสารข้ามจังหวัดต้องพึ่งพา “จดหมายตราครุฑ” ที่เดินทางไปกับขบวนรถไฟ ภาพการบริหารงานของแม่กองธรรมสนามหลวงไม่ได้เป็นเพียงการออกคำสั่งทางปกครอง แต่คือศิลปกรรรมแห่งการใช้ภาษาที่เชื่อมโยงระหว่าง “อาณาจักร” และ “ศาสนจักร” ไว้อย่างเหนียวแน่น บทความนี้จะพาท่านย้อนกลับไปศึกษาวาทศิลป์และการประสานงานผ่านตัวอักษรของ พระธรรมปาโมกข์ แม่กองธรรมสนามหลวง ผู้ใช้ปลายปากกาขับเคลื่อนปัญญาพุทธทั่วราชอาณาจักร

“เจริญพร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด” – สะพานเชื่อมสองโลก

ลองนึกภาพจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งออกจาก วัดราชผาติการาม ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2508 จ่าหน้าถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ. รูปแบบหนังสือราชการในสมัยนั้นสะท้อนถึงการให้เกียรติและความสุภาพลุ่มลึก การใช้คำขึ้นต้นว่า “เจริญพร” แทนการใช้คำว่า “เรียน” แบบหนังสือราชการทั่วไป เป็นการรักษาฐานะของบรรพชิตในขณะที่ยังคงความถูกต้องตามระเบียบงานสารบรรณ.

เนื้อความในจดหมายไม่ได้มีเพียงการแจ้งกำหนดการ แต่แฝงไปด้วยวาทศิลป์แห่งการขอความร่วมมือ โดยระบุว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่า… จักได้รับอุปการอุปถัมภ์จากจังหวัด อย่างที่ได้เคยกรุณาให้ความอุปการอุปถัมภ์มาแล้วในศกก่อน”– นี่คือการใช้จิตวิทยา “การให้เกียรติในฐานะกัลยาณมิตร” มากกว่าการออกคำสั่งทางอำนาจ ทำให้ฝ่ายบ้านเมืองรู้สึกถึงความสำคัญของตนในฐานะ “ภารธุระช่วยเหลือเกื้อกูล” งานพระศาสนา ส่งผลให้กระบวนการส่งข้อสอบและการรับใบตอบกลับมายังส่วนกลางผ่านกรมการศาสนาเป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว.

วาทะแห่งธรรมาสน์ – จิตวิทยาหน้ากระดาษคำถาม

วันที่ 10 ธันวาคม 2508 ณ ศาลาการเปรียญทั่วประเทศ เสียงอ่านคำปราศรัยของแม่กองธรรมสนามหลวงดังก้องขึ้นก่อนเริ่มการสอบ. วาทศิลป์ในคำปราศรัยนี้มีความโดดเด่นในการ “ปรับทัศนคติ” ของนักเรียน ท่านไม่ได้กล่าวถึงเพียงความรู้ในตำรา แต่พรรณนาถึงความหมายของชีวิตผ่านคำว่า “เกียรติคุณ” และ “เกียรติยศ”

ฉากที่ตราตรึงที่สุดคือคำแนะนำเมื่อนักเรียนเผชิญกับอุปสรรค ท่านกล่าวว่า “เมื่อได้เห็นข้อสอบที่ยาก รู้สึกว่าไม่เคยได้ผ่านได้เรียนมา อย่าตกใจ… จงคว่ำแผ่นปัญหานั้นเสียก่อน”– นี่คือวาทศิลป์เชิงปลอบประโลม (Consolation) ที่นำหลักสมาธิมาใช้ในห้องสอบ การสั่งให้ “คว่ำแผ่นปัญหา” คือการตัดขาดจากความวิตกกังวลชั่วคราว เพื่อใช้ “สติปรีชา” ระลึกถึงพระคุณครูอาจารย์และตำราปัญญา วาทศิลป์เช่นนี้เปลี่ยนบรรยากาศสนามสอบที่ตึงเครียดให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการฝึกฝนจิตใจอย่างแยบคาย

ปฏิรูปสายงาน – เมื่อเจ้าคณะภาคเป็นโซ่ข้อกลาง

ความน่าสนใจของการสื่อสารภายในองค์กรสงฆ์ปี 2508 คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการรายงานผล ผ่านจดหมายเลขที่ 72/2508 ถึงเจ้าคณะจังหวัดทุกแห่ง. แม่กองธรรมสนามหลวงได้วางระเบียบการสื่อสารใหม่ที่เน้น “การประสานงานโดยใกล้ชิด” โดยกำหนดให้การส่งบัญชีและงานสอบทั้งหมดต้อง “ส่งผ่านเจ้าคณะภาค”

วาทศิลป์ในจดหมายสื่อสารภายในนี้เปลี่ยนจากความนุ่มนวลต่อฝ่ายบ้านเมือง มาเป็นความเด็ดขาดและเป็นระบบในหมู่สงฆ์ ท่านใช้คำว่า “รับผิดชอบในการศึกษาของคณะสงฆ์ร่วมกัน” เพื่อปลุกจิตสำนึกในหน้าที่ การกำหนดให้ยุบ ย้าย หรือตั้งสนามสอบต้องผ่านภาค คือการสร้าง “เครือข่ายการสื่อสารทางดิ่ง” ที่ทรงพลัง ทำให้ข้อมูลสถิตินักเรียนกว่า 1.4 แสนรูปในปีนั้นถูกรวบรวมได้อย่างแม่นยำ

บทสรุป: พลังแห่งการสื่อสารที่ยั่งยืน

การศึกษาการสื่อสารในองค์กรสงฆ์ พ.ศ. 2508 เผยให้เห็นว่า ความสำเร็จของการสอบธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบบริหารจัดการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “วาทศิลป์” ที่ทรงประสิทธิภาพ กล่าวคือ

1. ต่อนักเรียน: ใช้ภาษาที่สร้างสมาธิและเกียรติคุณ

2. ต่อฝ่ายปกครอง: ใช้ภาษาแห่งความกตัญญูและอุปถัมภ์

3. ต่อภายในองค์กร: ใช้ภาษาแห่งหน้าที่และเอกภาพ

ร่องรอยของสำนวนโวหารเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่ในจดหมายราชการสงฆ์จนถึงปัจจุบัน เป็นข้อพิสูจน์ว่า “คำพูดที่พอเหมาะ” และ “ตัวอักษรที่เปี่ยมด้วยเมตตา” คือกุญแจสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาหยั่งรากลึกในสังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย.

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2508

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *