สองสายธารหนึ่งศรัทธา: บันทึกเอกภาพ “มหานิกาย-ธรรมยุต” ในการสอบธรรมสนามหลวง พ.ศ. 2508
ในหน้าประวัติศาสตร์การปกครองคณะสงฆ์ไทย ภาพความแตกต่างของวัตรปฏิบัติระหว่าง “มหานิกาย” และ “ธรรมยุต” อาจเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนคุ้นตา แต่เมื่อถึงคราวที่เสียงระฆังแห่งการสอบธรรมสนามหลวงดังขึ้นในปี พุทธศักราช 2508 พรมแดนแห่งนิกายกลับหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว ภายใต้ภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา นี่คือฉากทัศน์แห่ง “เอกภาพ” ที่เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดจากทั้งสองนิกาย ได้ประสานมือกันขับเคลื่อนวงล้อแห่งปัญญาให้หมุนวนไปทั่วราชอาณาจักร
กลไกใหม่แห่งการประสาน—เมื่อเจ้าคณะภาคเป็นโซ่ข้อกลาง
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นปีที่การปกครองคณะสงฆ์ก้าวสู่มิติใหม่ เมื่อมีการแต่งตั้ง เจ้าคณะภาค ให้ปฏิบัติหน้าที่ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ แม่กองธรรมสนามหลวงในขณะนั้นเล็งเห็นว่า การจะให้การศึกษาสงฆ์มั่นคงได้นั้น แม่กองธรรม เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัด จะต้องทำงานประสานงานกันอย่างใกล้ชิด
ภาพที่ปรากฏในตู้รับจดหมายของแต่ละจังหวัดคือ “หนังสือราชการ” ที่ส่งถึงเจ้าคณะจังหวัดทั้งสองนิกายพร้อมกัน เพื่อแจ้งกำหนดการส่งบัญชีรายชื่อนักเรียน โดยมีข้อกำหนดว่าจังหวัดต้องส่งผ่าน เจ้าคณะภาค เพื่อรวบรวมส่งกรมการศาสนาและแม่กองธรรมตามลำดับ การวางโครงสร้างเช่นนี้เปรียบเสมือนการสร้างโครงข่ายประสาทที่เชื่อมโยงคณะสงฆ์ทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน โดยไม่แบ่งแยกสังกัดนิกายในการบริหารจัดการข้อมูล
รางเหล็กสายเดียวกัน—สวัสดิการที่ไม่เลือกปฏิบัติ
ฉากทัศน์ที่น่าประทับใจ ณ สถานีรถไฟหัวลำโพงในฤดูสอบปี 2508 คือภาพพระภิกษุสามเณรและพระเปรียญจากส่วนกลางกว่า 300 รูป เดินทางออกสู่ภูมิภาคเพื่อช่วยงานสอบ ความน่าสนใจอยู่ที่กระบวนการขอรับสวัสดิการ “ยกเว้นค่าโดยสารรถไฟ” ซึ่งระเบียบระบุให้ เจ้าคณะจังหวัด รายงานขอต่อ เจ้าคณะภาค เพื่อออกหนังสือรับรองให้
ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายหรือธรรมยุต ต่างก็ใช้มาตรฐานเดียวกันในการขอรับความสนับสนุนทางการเดินทางเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในมิติของการสนับสนุนจาก “อาณาจักร” (รัฐบาลและการรถไฟฯ) คณะสงฆ์ทั้งสองนิกายคือ “เอกภาพ” หนึ่งเดียวที่เป็นผู้แทนของพระพุทธศาสนาในสายตาโลกภายนอก
มติแห่งศาลาอบรมสงฆ์—การรวมตัว ณ วัดสามพระยา
หัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างนิกายปรากฏชัดที่สุดใน “กระบวนการตรวจข้อสอบ” ในปี พ.ศ. 2508 สนามหลวงได้มอบหมายให้เจ้าคณะภาคของทั้งสองนิกาย เป็นผู้อำนวยการตรวจใบตอบนักธรรมชั้นตรีในภูมิภาค
ฉากที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ เจ้าคณะภาคทุกภาคฝ่ายมหานิกาย ได้ลงมติเห็นพ้องกันว่า แม้จะมีอำนาจตรวจในภาคของตน แต่เพื่อความสะดวกและมาตรฐานเดียวกัน “ควรนำใบตอบมาตรวจที่วัดสามพระยา” ซึ่งเป็นที่ตรวจชั้นเอกและโทอยู่แล้ว ในขณะที่ฝ่าย ธรรมยุต เจ้าคณะภาคแต่ละภาคก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการตรวจในส่วนของตนอย่างเข้มแข็ง การที่ผู้นำของทั้งสองนิกายต่างรับภาระบริหารจัดการการตรวจข้อสอบด้วยมาตรฐาน “คำเฉลย” เดียวกันจากส่วนกลาง คือเครื่องยืนยันถึงคุณภาพทางวิชาการที่เสมอกันทั่วประเทศ
พลังแห่งจวนผู้ว่าฯ—ความร่วมมือที่ไร้รอยต่อในภูมิภาค
ในสนามสอบส่วนภูมิภาค ความสามัคคีไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหมู่สงฆ์ แต่ยังขยายไปถึงความสัมพันธ์กับฝ่ายบ้านเมือง แม่กองธรรมสนามหลวงได้จัดส่งห่อข้อสอบผ่านทาง ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้นำไปมอบแก่ เจ้าคณะจังหวัด และ เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัด ดำเนินการเปิดสอบพร้อมกัน
ภาพของเจ้าหน้าที่จังหวัดที่หิ้วห่อข้อสอบตราประทับสนามหลวง เข้าสู่เขตวัดอันเป็นสนามสอบของทั้งสองนิกายในวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนอ้าย คือภาพจำที่ย้ำเตือนว่า การสอบธรรมสนามหลวงคือ “วาระแห่งชาติ”, เมื่อสอบเสร็จสิ้น ใบตอบของนักเรียนทั้งสองนิกายจะถูกรวบรวมและส่งกลับมาตรวจ ณ ส่วนกลางตามกำหนดการเดียวกันอย่างเป็นระบบ
บทสรุป: มรดกแห่งความสมัครสมาน
การศึกษาความร่วมมือระหว่างนิกายในปี พ.ศ. 2508 แสดงให้เห็นว่า ธรรมศึกษาและนักธรรมคือเครื่องมือสร้าง “เอกภาพ” ที่ทรงพลังที่สุดของคณะสงฆ์ไทย การประสานงานระหว่างเจ้าคณะภาคและจังหวัดทำให้ช่องว่างระหว่างนิกายแคบลง เหลือเพียง “พุทธบริษัทสี่” ที่ร่วมใจกันประคับประคองรากแก้วของพระศาสนา
ดังคำปรารภของแม่กองธรรมสนามหลวงที่หวังให้ “พระสงฆ์จงสมัครสมาน บำเพ็ญศาสนกิจ เพื่อสัมฤทธิ์ประโยชน์สุขแก่ประชากรทั่วหน้า” จิตวิญญาณแห่งความร่วมมือในปี 2508 จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดการสอบ แต่เป็นการวางรากฐาน “ความสามัคคีทางภูมิธรรม” ที่ยังคงเป็นเข็มทิศให้แก่การศึกษาสงฆ์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2508

