ธรรมยาตราบนรางเหล็ก: เปิดบันทึกความร่วมมือ “รัฐ-สงฆ์-รถไฟ” ในการสอบธรรม พ.ศ. 2508

ในยุคสมัยที่ถนนหนทางยังไม่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อทุกอณูของประเทศเหมือนปัจจุบัน และการสื่อสารยังต้องพึ่งพาจดหมายตราครุฑเป็นหลัก ท่ามกลางเสียงหวีดรถไฟที่ดังก้องจากสถานีหัวลำโพง ภาพของพระภิกษุสามเณรนับร้อยรูปในจีวรสีอำพันที่กำลังก้าวขึ้นสู่ตู้โดยสารไม้ คือภาพจำอันงดงามของความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ระหว่าง “อาณาจักร” และ “ศาสนจักร” เพื่อภารกิจที่ชื่อว่าการสอบธรรมสนามหลวง พุทธศักราช 2508

หัวรถจักรแห่งศรัทธาและการเดินทางฟรีของพระธรรมทูต (ปัจจุบันเรียกว่า ผู้นำประโยค, หรือผู้นำข้อสอบ)

ลองนึกภาพบรรยากาศที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2508 เมื่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย กลายเป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ในการขับเคลื่อนปัญญาพุทธศาสนา ในยุคนั้น สนามหลวงแผนกธรรมต้องส่ง “กรรมการและพระเจ้าหน้าที่” จากส่วนกลาง (พระนครและธนบุรี) ออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่ออำนวยการสอบและตรวจประโยคนักธรรม

เอกสารประวัติศาสตร์บันทึกไว้อย่างน่าประทับใจว่า การรถไฟฯ ได้ถวายความอุปถัมภ์อย่างสม่ำเสมอ โดยอนุญาตให้พระภิกษุสามเณรนักธรรมเปรียญ และพระเจ้าหน้าที่ของแม่กองธรรม “เดินทางโดยสารรถไฟไปปฏิบัติศาสนกิจโดยยกเว้นค่าโดยสาร ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ”

ในปี พ.ศ. 2506 มีพระสงฆ์ได้รับอุปถัมภ์เช่นนี้ถึงปีละประมาณ 400 รูปเศษ และในปี พ.ศ. 2508 แม้สถิติจะปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม แต่ยังคงมีจำนวนมากกว่า 300 รูปเศษต่อปี หากปราศจากความอนุเคราะห์จากรางเหล็กสายนี้ กิจการสอบธรรมคงต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งในการกระจายมาตรฐานการศึกษาไปสู่ภูมิภาค

รัฐบาลในฐานะ “ภารธุระ” และสายใยแห่งงบประมาณ

เมื่อมองลึกลงไปในโครงสร้างการบริหาร เราจะเห็นบทบาทของรัฐบาลที่ทำหน้าที่เป็น “เสาหลัก” ค้ำจุนการศึกษาของคณะสงฆ์ โดยมี กรมการศาสนา ในกระทรวงศึกษาธิการ (หรือกระทรวงวัฒนธรรมในบางช่วง) เป็นโซ่ข้อกลาง

ภายใต้ “ร่มพระบารมี” ขององค์เอกอัครศาสนูปถัมภก รัฐบาลไทยได้รับเอาการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็น “ภารธุระช่วยเหลือเกื้อกูล” งบประมาณของรัฐถูกนำมาใช้ในหลายส่วน ตั้งแต่การพิมพ์ข้อสอบ การจัดส่งใบตอบ ไปจนถึงการสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะข้าราชการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่ต้องทำงานร่วมกับเจ้าคณะจังหวัดอย่างใกล้ชิด

ภาพที่เห็นชัดเจนคือ “หนังสือราชการ” จากแม่กองธรรมถึงอธิบดีกรมการศาสนา และถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่ง เพื่อขอความอุปถัมภ์ในการจัดสถานที่สอบและประสานงานด้านความปลอดภัย นี่คือฉากของการทำงานที่พรมแดนระหว่างงานสงฆ์และงานรัฐหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อความเจริญของชาติและศาสนา

ผู้ว่าราชการจังหวัดกับ “ตู้เซฟ” ข้อสอบ

ความร่วมมือนี้ยังแผ่กิ่งก้านไปถึงจวนผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ในพุทธศักราช 2500 และ 2508 กระบวนการส่งข้อสอบนั้นเป็นเรื่องของ “ความลับและเกียรติยศ”

แม่กองธรรมสนามหลวงจะจัดส่ง “ห่อข้อสอบ” ผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด จากนั้นผู้ว่าฯ จะเป็นผู้ส่งมอบต่อให้คณะกรรมการสงฆ์จังหวัดเพื่อดำเนินการสอบ เมื่อสอบเสร็จสิ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดยังต้องรับหน้าที่ช่วยจัดส่งใบตอบของนักเรียนกลับมายังกรมการศาสนาให้ทันกำหนดตรวจ ฉากนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้าราชการทุกระดับชั้นไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็น “ผู้ร่วมรับผิดชอบ” ในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการสอบธรรมสนามหลวง

บทสรุป: นัยสำคัญแห่งความร่วมมือ

การศึกษาประวัติศาสตร์ปี พ.ศ. 2508 แสดงให้เห็นว่าการสอบธรรมสนามหลวงไม่ใช่เพียงเรื่องของพระสงฆ์ แต่เป็น “วาระแห่งชาติ”

1. การลดภาระทางเศรษฐกิจ: การอุปถัมภ์จากรถไฟและรัฐบาลช่วยลดต้นทุนมหาศาลในการสอบที่มีผู้เข้าสมัครนับแสนคน

2. การสร้างเอกภาพ: การที่รัฐสนับสนุนโลจิสติกส์ทำให้มาตรฐานการสอบจากวัดมหาธาตุหรือวัดสามพระยาในพระนคร กระจายไปถึงวัดในป่าเขาและเรือนจำห่างไกลได้อย่างเท่าเทียมกัน

3. ความมั่นคงทางจริยธรรม: รัฐเชื่อมั่นว่าหากพระศาสนามั่นคง สังคมจะมี “คนดีมีศีลธรรม” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสันติภาพและการพัฒนาอาชีพ

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างรัฐและศาสนจักรในอดีต จึงเป็นรากแก้วที่ทำให้ต้นไม้แห่งปัญญาของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2508

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *