ปฏิรูปเกณฑ์วัดผล: พลิกโฉมการตรวจ ‘กระทู้ธรรม’ สู่มาตรฐานสากล พ.ศ. ๒๕๐๐

บทนำ: จุดเปลี่ยนแห่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางธรรม

พุทธศักราช ๒๕๐๐ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การวัดและประเมินผลการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เมื่อสนามหลวงแผนกธรรมได้ดำเนินการปฏิรูป “เกณฑ์การให้คะแนนกระทู้ธรรม” ครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตรวจแบบเดิมที่มุ่งเน้นการ “จับผิดเพื่อหักคะแนน” (Negative Marking) มาเป็นการตรวจแบบใหม่ที่เน้นการ “ประเมินตามระดับความรู้ความสามารถ” (Positive Marking) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาสากล การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญเพื่อส่งเสริมกำลังใจและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพทางปัญญาอย่างเต็มที่

๑. โครงสร้างคะแนนและเกณฑ์การตัดสินผล

ภายใต้ระบบการตรวจใหม่ สนามหลวงได้วางโครงสร้างคะแนนที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้การวัดผลมีความยุติธรรมสูงสุด ดังนี้:

  • คะแนนเต็ม: วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมมีค่าน้ำหนักคะแนนเต็มที่ ๗๐ คะแนน เทียบเท่ากับวิชาอื่น ๆ ในหลักสูตร
  • เกณฑ์การสอบผ่าน: การตัดสินผลใช้ระบบคะแนนรวม โดยนักเรียน (นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก และธรรมศึกษาชั้นตรี) จะต้องทำคะแนนรวมทั้ง ๔ วิชาให้ได้ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คะแนน (จากคะแนนเต็มทั้งหมด ๒๘๐ คะแนน) จึงจะถือว่าสอบได้
  • เงื่อนไขวิกฤต (Critical Criteria): แม้คะแนนรวมจะถึงเกณฑ์ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้สอบต้องได้คะแนนในทุกวิชา หากมีวิชาใดวิชาหนึ่งได้ ๐ คะแนน จะถือว่า “สอบตก” ทันที
  • บทลงโทษทางวินัยการสอบ: ในกรณีที่ผู้สอบตอบปัญหาไม่เรียงตามลำดับข้อ (สับข้อ) จะมีการตัดคะแนนมารยาททางวิชาการ โดยหัก ๒ คะแนนจากคะแนนเต็มในข้อนั้น

๒. มาตรฐาน ๗ ประการ: แนวทางการพิจารณาคุณภาพ

เพื่อให้กรรมการตรวจข้อสอบมีบรรทัดฐานเดียวกัน สนามหลวงได้บัญญัติ “หลักเกณฑ์ ๗ ประการ” สำหรับใช้เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพของกระทู้ธรรม ดังนี้:

  1. ปริมาณงานตามเกณฑ์: ผลงานต้องมีความยาวเหมาะสมตามกำหนด เช่น ในชั้นตรีต้องเขียนตอบไม่น้อยกว่า ๒ หน้ากระดาษ (เว้นบรรทัด)
  2. ความถูกต้องของการอ้างอิง: มีการยกพุทธศาสนสุภาษิตมาเชื่อมโยงอย่างน้อย ๑ บท (สำหรับชั้นตรี) และสามารถระบุชื่อคัมภีร์ที่มาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
  3. สัมพันธภาพของเนื้อหา: การเชื่อมโยงระหว่างกระทู้ตั้งและกระทู้รับ (สุภาษิตที่นำมาอ้าง) ต้องมีความสอดคล้อง กลมกลืน และเป็นเหตุเป็นผลกัน
  4. ความสมเหตุสมผล: การอธิบายขยายความต้องตรงประเด็น สอดรับกับหัวข้อธรรมที่ตั้งไว้ ไม่เยิ่นเย้อหรือออกนอกเรื่อง
  5. ระดับภาษาและโวหาร: ใช้สำนวนภาษาที่สุภาพ เรียบร้อย เหมาะสมกับสมณสารูปและภูมิธรรม
  6. อักขรวิธี: ให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามหลักภาษาไทย ทั้งตัวสะกดและการันต์
  7. ความประณีต: ผลงานต้องมีความสะอาด เรียบร้อย และอ่านง่าย

๓. ระบบทวิกรรมการ: การตรวจสอบถ่วงดุล

เพื่อความโปร่งใสและเที่ยงธรรม กระบวนการตรวจให้คะแนนได้นำระบบ “๒ กรรมการ” มาใช้ในการพิจารณา:

  • ขั้นตอนแรก: กรรมการรูปที่ ๑ ทำหน้าที่ตรวจทานเนื้อหา ให้คะแนนเบื้องต้น และลงนามกำกับ
  • ขั้นตอนที่สอง: กรรมการรูปที่ ๒ ทำหน้าที่ตรวจทานซ้ำ (Re-check) หากมีความเห็นสอดคล้องกันจึงลงนามรับรองผล แต่หากมีความเห็นต่าง สามารถหารือเพื่อแก้ไขคะแนนให้เหมาะสมได้

บทสรุป

การปรับเปลี่ยนเกณฑ์การตรวจใน พ.ศ. ๒๕๐๐ เปรียบเสมือนการเปลี่ยนปรัชญาการศึกษาจากการ “จ้องจับผิด” มาเป็นการ “ค้นหาความดีเด่น” วิธีการนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการวัดผลให้เป็นสากล แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้นักเรียนธรรม มุ่งมั่นที่จะร้อยเรียงองค์ความรู้และชั้นเชิงทางธรรมออกมาได้อย่างอิสระและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *