ผสานสายน้ำต่างนิกาย: การยกระดับการศึกษา “จีนนิกาย-อนัมนิกาย” ภายใต้ร่มเงามาตรฐานเดียว
เมื่อกล่าวถึง พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ หลายท่านอาจนึกภาพการเรียนการสอนเฉพาะในส่วนของคณะสงฆ์ไทย (เถรวาท) เป็นหลัก แต่แท้จริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่กางออกเพื่อโอบอุ้ม “พุทธจักรไทยทั้งระบบ” ซึ่งรวมถึงพี่น้องพุทธศาสนิกสัมพันธ์อย่าง คณะสงฆ์จีนนิกาย และ คณะสงฆ์อนัมนิกาย ด้วย
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มิใช่เพียงการจัดระเบียบเอกสาร แต่คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าจับตามอง ในการสร้าง “เอกภาพเชิงระบบ” (Systemic Unity) ที่ดึงเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมและจารีตปฏิบัติ เข้ามาผสมผสานอยู่บนรากฐานของมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ซึ่งมีประเด็นวิเคราะห์ที่น่าสนใจ ๓ ประการ ดังนี้
๑. การให้ “ตัวตน” ทางกฎหมาย: จากสำนักเรียนจารีต สู่สถาบันแห่งรัฐ
ในอดีต การถ่ายทอดความรู้ของฝ่ายมหายานในไทยอาจดำเนินไปในลักษณะเฉพาะกลุ่ม แต่ภายใต้โครงสร้างกฎหมายใหม่ มหาเถรสมาคมได้วางรากฐานให้สำนักเรียนของทั้งสองนิกายมีสถานะที่มั่นคงและจับต้องได้
- หมุดหมายใหม่แห่งจีนนิกาย: การจัดตั้งสำนักเรียน ณ วัดโพธิ์แมนคุณาราม (ปี ๒๕๖๖) นับเป็นการปักหมุดสำคัญให้การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลีของฝ่ายจีนนิกาย มีศักดิ์และสิทธิ์ตามกฎหมาย
- ก้าวย่างสำคัญของอนัมนิกาย: การอนุมัติจัดตั้งสำนักเรียน ณ วัดสมณานัมบริหาร (ปี ๒๕๖๗) คือเครื่องยืนยันว่า ฝ่ายอนัมนิกายได้ก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการอย่างสมบูรณ์
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ สถานศึกษาเหล่านี้มิได้ดำรงอยู่เพียงด้วยศรัทธาของศิษยานุศิษย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ได้รับการหนุนเสริมด้วยงบประมาณแผ่นดิน “ตามความเหมาะสมและจำเป็น” เฉกเช่นเดียวกับนิกายหลักของไทย
๒. มาตรฐานเดียว บนความเคารพในความต่าง
ความท้าทายของการรวมศูนย์คือ จะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นระเบียบโดยไม่ทำลายอัตลักษณ์? กศป. ได้วางกลไกการบริหารจัดการที่น่าสนใจไว้ ดังนี้
- คุณภาพที่วัดผลได้: แม้พิธีกรรมจะต่างกัน แต่ “ความรู้” ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน การอนุมัติหลักสูตรและการเทียบวุฒิการศึกษาผ่านส่วนงานกลาง ช่วยการันตีว่า ศาสนทายาทไม่ว่าจะห่มจีวรสีใด ล้วนเปี่ยมด้วยคุณภาพทางปัญญาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ
- สถานภาพบุคคล: ครูสอนและเจ้าหน้าที่ของทั้งสองนิกาย ได้รับการรับรองสถานะเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” ซึ่งนำมาซึ่งสิทธิและสวัสดิการ แต่ก็แลกมาด้วยการอยู่ภายใต้วินัยและการกำกับดูแลที่เข้มงวด
- ช่องว่างแห่งความยืดหยุ่น: กฎหมายยังมีความชาญฉลาดในการเปิดช่อง “ข้อยกเว้น” (Exception) ให้ กศป. สามารถกำหนดเกณฑ์เฉพาะบางประการ เพื่อให้สอดคล้องกับจารีตปฏิบัติของแต่นิกาย เช่น เรื่องการนับอายุเกษียณ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบริบทที่แตกต่าง
๓. ธรรมาภิบาล: เกราะป้องกันความศรัทธา
การเข้าสู่ระบบมาตรฐาน กศป. นำมาซึ่งพันธสัญญาเรื่อง “ความโปร่งใส” สำนักเรียนของสงฆ์จีนและอนัมนิกาย ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการตรวจสอบภายใน มีการจัดทำบัญชี และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามเกณฑ์สากล
สิ่งเหล่านี้มิใช่ภาระ แต่คือ “เกราะคุ้มกัน” ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนว่า องค์กรทางศาสนาเหล่านี้มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างแท้จริง
บทสรุป: เอกภาพบนความหลากหลาย
การปฏิรูปครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการศึกษาแบบ “เอกเทศ” (ต่างคนต่างทำ) มาสู่ความเป็น “สถาบัน” (Institutionalization) ที่มีความเป็นปึกแผ่น การที่คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายเข้ามาอยู่ภายใต้มาตรฐาน กศป. ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงให้กับตัวบุคลากร แต่ยังเป็นการประกาศว่า พุทธศาสนาในประเทศไทย ไม่ว่าจะนิกายใด ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ
อุปมาดั่ง “แม่น้ำสายย่อยสู่มหานที” หากจารีตของสงฆ์จีนและอนัมนิกาย เปรียบเสมือนแม่น้ำสายย่อยที่มีต้นกำเนิด รสชาติ และสีสันเฉพาะตัว การมีมาตรฐาน กศป. ก็เปรียบเสมือนการสร้าง “แนวตลิ่งที่แข็งแรง” เพื่อประคองให้สายน้ำเหล่านั้นไหลมารวมกับลำน้ำใหญ่
แม้ที่มาจะต่างกัน แต่เมื่อไหลมารวมกันในทิศทางที่ถูกต้อง มีระเบียบวินัย ย่อมก่อเกิดเป็นพลังมวลน้ำมหาศาลที่สามารถหล่อเลี้ยงแผ่นดินพุทธจักรไทยให้ร่มเย็นและงดงามได้อย่างยั่งยืน
ในสังคมการทำงานหรือการใช้ชีวิต เรามักเจอความแตกต่างหลากหลาย (Diversity) อยู่เสมอ บทเรียนจากการจัดระเบียบสงฆ์นี้สอนให้เรารู้ว่า “ความแตกต่างไม่ใช่ศัตรูของความเป็นหนึ่งเดียว” หากเราสามารถสร้าง “ระบบกลาง” หรือ “กติการ่วม” ที่เคารพในอัตลักษณ์ของแต่ละฝ่าย แต่ยึดมั่นในมาตรฐานและเป้าหมายเดียวกัน เราย่อมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีพลังและงดงาม

