ศิลปะการข้ามฝั่ง ไม่ให้จมกลางวังวนแห่งทุกข์
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ
เจริญพร สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้กำลังแสวงหาความมั่นคงให้แก่ชีวิตทุกท่าน
วันนี้ อาตมภาพ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย พักสายตาจากหน้าจอที่วุ่นวาย พักหูจากเสียงอึกทึกของโลกภายนอก แล้วน้อมจิตเข้ามาสู่ความสงบภายในสักครู่หนึ่ง วันนี้อาตมาจะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ในสมัยพุทธกาล เพื่อไปเรียนรู้ “วิชาชีวิต” จากปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผ่านเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยปรัชญาอันลึกซึ้ง นั่นคือเรื่องราวของ “คนเลี้ยงวัว” ใน จูฬโคปาลสูตร
ญาติโยมทั้งหลาย ชีวิตของพวกเราในโลกยุคปัจจุบันนี้ ดูไปก็ไม่ต่างอะไรกับฝูงโคที่ยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เบื้องหน้าของเราคือแม่น้ำกว้างใหญ่และเชี่ยวกราก ไม่ใช่กระแสน้ำธรรมดา แต่เป็น “กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง” กระแสแห่งกิเลส ตัณหา ความกดดันทางเศรษฐกิจ ความคาดหวังของสังคม และความทุกข์นานัปการที่ถาโถมเข้ามา
เราทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คืออยากจะ “ข้ามฝั่ง” ข้ามจากฝั่งนี้… ฝั่งที่มีแต่ความวุ่นวาย ความกังวล ความไม่แน่นอน ไปสู่อีกฝั่ง… ฝั่งที่มีความสุข ความสำเร็จ ความมั่นคง และความสงบเย็น
แต่ปัญหาคือ… เราจะข้ามไปอย่างไรไม่ให้จมน้ำตายกลางทาง? และใครกันเล่า ที่จะเป็นผู้นำทางพาเราข้ามไป?
ในพระสูตรนี้ พระบรมศาสดาได้ทรงยกอุทาหรณ์เรื่อง “นายโคบาล” หรือคนเลี้ยงวัว ไว้ ๒ ประเภท เพื่อให้เราได้พิจารณาเลือกเส้นทางเดินของชีวิต
๑. โศกนาฏกรรมของนายโคบาลผู้ประมาท
ภาพแรกที่พระพุทธองค์ฉายให้เห็น คือภาพของนายโคบาลชาวมคธผู้หนึ่ง นายโคบาลคนนี้มีความตั้งใจดี อยากจะพาฝูงโคข้ามแม่น้ำคงคาไปยังฝั่งแคว้นวิเทหะ ซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่า แต่ทว่า… เขาเป็นผู้มีปัญญาน้อย ขาดความรอบคอบ
เขาตัดสินใจต้อนฝูงโคลงน้ำในช่วง “ปลายฤดูฝน” โยมลองจินตนาการดูเถิด แม่น้ำคงคายามปลายฝน น้ำกำลังหลาก เปี่ยมฝั่ง เชี่ยวกราก และเต็มไปด้วยน้ำวน มิหนำซ้ำ เขายังไม่ได้สำรวจดูเลยว่า ตรงไหนเป็นท่าที่ราบเรียบ ตรงไหนตลิ่งชัน ตรงไหนมีจระเข้หรือวังน้ำวน
ด้วยความมักง่าย เขาต้อนฝูงโคทั้งหมดลงไปพร้อมกัน โดยไม่จัดลำดับ ไม่ดูตาม้าตาเรือ ผลลัพธ์คือความพินาศ… ฝูงโคทั้งหลาย ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ต่างตื่นตระหนก ว่ายน้ำสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง สุดท้ายก็หมดแรง ถูกกระแสน้ำพัดพาไปบ้าง จมลงสู่ก้นแม่น้ำบ้าง วอดวายสิ้นชีวิตอยู่กลางแม่น้ำคงคานั้นเอง
สาธุชนทั้งหลาย… เรื่องนี้สอนอะไรเรา? นายโคบาลผู้โง่เขลานี้ เปรียบเสมือน “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” หรือ “ไอดอล” ในทางโลกที่รู้ไม่จริง ในยุคนี้ เรามีกูรู มีโค้ช มีอินฟลูเอนเซอร์มากมายที่บอกสูตรสำเร็จแห่งความสุข บอกให้เราวิ่งตามความรวย วิ่งตามชื่อเสียง หรือวิ่งตามกระแสกิเลส โดยที่เขาเหล่านั้นอาจจะยังไม่รู้จัก “โลก” ตามความเป็นจริง ไม่รู้จัก “มาร” คืออุปสรรค และไม่รู้จัก “มฤตยู” คือความตายอย่างถ่องแท้
หากเราฝากชีวิตไว้กับผู้นำที่พาเราวิ่งเข้าหาไฟ พาเรากระโจนลงสู่กระแสน้ำเชี่ยวแห่งความโลภ โกรธ หลง โดยไม่มีสติปัญญาเป็นเครื่องกำกับ ท้ายที่สุด ชีวิตเราก็จะเหมือนฝูงโคนั้น คือจมดิ่งอยู่กลางวัฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ไม่จบไม่สิ้น
๒. ยุทธวิธีของนายโคบาลผู้ชาญฉลาด
ทีนี้ มาดูภาพที่สองกันบ้าง… พระพุทธองค์ตรัสถึงนายโคบาลผู้มีปัญญา คนผู้นี้เมื่อมาถึงริมฝั่งน้ำ เขาไม่รีบร้อน เขา “รอจังหวะ” เขาพิจารณาฤดูกาล… อ๋อ ตอนนี้น้ำเชี่ยวเกินไป ควรรอก่อน หรือควรหาจุดที่น้ำตื้น เขาสำรวจพื้นที่… เขาเดินดูตลอดแนวฝั่งแม่น้ำ เพื่อหา “ท่าข้าม” ที่ปลอดภัยที่สุด ที่ตลิ่งไม่ชัน พื้นไม่ลื่น ไม่มีสัตว์ร้าย
และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด คือ “กลยุทธ์การจัดลำดับ” (Sequence) ในการข้าม เขาไม่ต้อนวัวลงไปมั่วซั่ว แต่เขาแบ่งวัวออกเป็น ๕ ชุด ตามศักยภาพ ดังนี้
ชุดที่ ๑ “หน่วยทะลวงฟัน”: เขาปล่อย “พ่อโคจ่าฝูง” และโคผู้ที่มีกำลังวังชาแข็งแรงที่สุดลงไปก่อน ทำไมต้องเป็นพวกนี้? เพราะพ่อโคเหล่านี้มีแรงมหาศาล สามารถว่ายตัดกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้ สามารถนำทางและแหวกทางน้ำให้ตัวอื่น ๆ ได้ เมื่อพ่อโคขึ้นฝั่งได้แล้ว ก็จะส่งเสียงร้องเรียกตัวอื่น ๆ ให้ตามมา
ชุดที่ ๒ “หน่วยกล้าแกร่ง”: ตามด้วยโคหนุ่มโคสาวที่มีพละกำลัง ที่ได้รับการฝึกมาดีแล้ว พวกนี้ว่ายตามพ่อโคไปติด ๆ
ชุดที่ ๓ “หน่วยวัยรุ่น”: ต่อมาคือโควัยรุ่น ที่กำลังคะนอง แม้แรงจะยังไม่เท่าพ่อโค แต่ก็พอจะช่วยเหลือตัวเองได้
ชุดที่ ๔ “หน่วยอ่อนแอ”: จากนั้นจึงปล่อยลูกโคตัวเล็ก ๆ และโคที่ผอมโซลงไป เพราะเมื่อมีตัวหน้า ๆ แหวกทางน้ำไปแล้ว กระแสน้ำจะเบาลง ทำให้พวกที่อ่อนแอสามารถว่ายตามได้ง่ายขึ้น
ชุดที่ ๕ “หน่วยเบบี้”: สุดท้ายคือ “ลูกโคที่เพิ่งคลอดวันนั้น” โยมอาจจะสงสัยว่า ลูกโคเพิ่งเกิดจะข้ามแม่น้ำเชี่ยวได้อย่างไร? ความลับอยู่ที่ “สัญชาตญาณ” และ “ความไว้วางใจ” ลูกโคเหล่านั้นจะว่ายตาม “เสียงร้องของแม่” อย่างไม่ลดละ แม่ไปทางไหน ลูกไปทางนั้น แม้กำลังน้อย แต่ใจที่ผูกพันกับแม่ จะพาให้มันว่ายข้ามฝั่งไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด
ผลลัพธ์ของนายโคบาลผู้นี้คือ วัวทุกตัว ข้ามถึงฝั่งโดยสวัสดิภาพ ไม่มีตัวใดจมน้ำเลย
๓. จากฝั่งน้ำ สู่ฝั่งนิพพาน
สาธุชนทั้งหลาย… นายโคบาลผู้ชาญฉลาดนี้ คือใคร? พระบรมศาสดาประกาศก้องว่า “เราตถาคต คือนายโคบาลผู้ชาญฉลาดนั้น” พระองค์ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้า ทรงสำรวจเส้นทางแห่งการดับทุกข์มาอย่างทะลุปรุโปร่ง และทรงวาง “ลำดับการข้าม” ให้แก่พวกเราเหล่าพุทธบริษัท ไว้เป็นระดับขั้นของการพัฒนาจิตใจ ดังนี้
- โคพ่อฝูง เปรียบเสมือน พระอรหันต์ ผู้ที่ตัดกิเลส ตัดกระแสแห่งมารได้เด็ดขาด เป็นผู้นำทางที่เข้มแข็งที่สุด ท่านเหล่านั้นถึงฝั่งแล้ว และกำลังส่งเสียงเรียกพวกเราอยู่
- โคที่ฝึกมาดี เปรียบเสมือน พระอนาคามี ผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว ตัดกามราคะและความหงุดหงิดขัดเคืองได้ ท่านจะไม่กลับมาจมในโลกแห่งกามอีก
- โคหนุ่มสาว เปรียบเสมือน พระสกทาคามี ผู้ทำกิเลสให้เบาบางลง เหลือเพียงเยื่อบาง ๆ ที่จะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงครั้งเดียว
- โคตัวเล็ก/โคผอม เปรียบเสมือน พระโสดาบัน ท่านเหล่านี้เปรียบเหมือนผู้ที่ “ปิดประตูอบายภูมิ” ได้แล้ว แม้จะยังว่ายน้ำไม่เก่งเท่าพ่อโค แต่ท่านไม่มีทางจมลงสู่ก้นแม่น้ำ (นรก) อีกต่อไป ท่านมีกระแสพระนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแน่นอน
และสุดท้าย… อาตมาอยากให้โยมตั้งใจฟังตรงนี้ให้ดี
- ลูกโคแรกเกิด เปรียบเสมือน พวกเราทุกคน ผู้ที่เพิ่งเริ่มหันหน้าเข้าหาธรรมะ ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ธัมมานุสารี” (ผู้แล่นไปตามธรรม) หรือ “สัทธานุสารี” (ผู้แล่นไปตามศรัทธา)
พวกเราอาจจะรู้สึกว่า ตัวเองบุญน้อย วาสนาน้อย กิเลสหนา ปัญญาทึบ เหมือนลูกโคที่เพิ่งเกิด ขาแข้งก็ยังไม่แข็งแรง จะไปสู้รบปรบมือกับกระแสกิเลสที่เชี่ยวกรากได้อย่างไร?
แต่จูฬโคปาลสูตร ยืนยันความจริงข้อหนึ่งว่า “ลูกโคตัวน้อย ก็รอดได้” ขอเพียงอย่างเดียว… “จงว่ายตามเสียงแม่” เสียงของแม่ในที่นี้ คือ พระสัทธรรมคำสอนที่ถูกต้อง คือ มรรคมีองค์ ๘
บทส่งท้าย: จงกล้าที่จะก้าวลงน้ำ
ญาติโยม สาธุชนทั้งหลาย…
วันนี้อาตมาไม่ได้มาเทศน์เพียงเพื่อให้ท่านฟังนิทานก่อนนอน แต่อาตมามาเพื่อจะ “ปลุก” ท่าน ท่านยืนรีรออยู่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งวัฏฏะนี้มานานเท่าไหร่แล้ว? ท่านมัวแต่ยืนมองคนอื่นข้ามไป หรือมัวแต่วิ่งตามนายโคบาลตาบอดที่พาไปวนอยู่ในอ่างแห่งความทุกข์อยู่หรือเปล่า?
อย่าได้น้อยใจว่าเราเป็นเพียงลูกโคตัวเล็ก ๆ อย่าได้คิดว่านิพพานเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของพระเจ้าพระสงฆ์เท่านั้น พระพุทธองค์ทรงยืนยันแล้วว่า แม้แต่ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นปฏิบัติ แม้แต่ผู้ที่มีเพียง “ศรัทธา” และ “ความเพียร” ที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อแม่ (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) ก็สามารถข้ามฝั่งได้!
ถามใจตัวเองดูเถิด… วันนี้ท่านเริ่ม “ว่าย” หรือยัง? การว่ายน้ำทางจิตวิญญาณ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม มันคือการเริ่มมี “สติ” ในทุกขณะ เริ่มรักษา “ศีล” ให้เป็นเกราะป้องกัน เริ่มเจริญ “สมาธิ” ให้จิตมีกำลัง เริ่มใช้ “ปัญญา” พิจารณาความจริงของชีวิต
อย่าประมาทกับกระแสน้ำ! โลกทุกวันนี้ กระแสน้ำแห่งความโลภ โกรธ หลง มันเชี่ยวกรากขึ้นทุกนาที มันพร้อมจะดูดกลืนผู้ที่อ่อนแอและเผลอไผลลงสู่ก้นบึ้งของความซึมเศร้า ความเครียด และความทุกข์ระทม
จงทิ้งความลังเลสงสัยไว้ที่ริมฝั่ง จงเงี่ยหูฟังเสียงของ “นายโคบาลผู้ชาญฉลาด” คือพระพุทธองค์ เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในพระไตรปิฎก เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในใจของผู้รู้ จับกระแสเสียงนั้นให้มั่น แล้วออกแรงว่าย!
ว่ายด้วยศรัทธา ว่ายด้วยความเพียร แม้จะเหนื่อย ก็อย่าหยุด แม้จะท้อ ก็อย่าถอย เพราะทุกครั้งที่เราฝืนกิเลส นั่นคือเรากำลังแหวกว่ายเข้าใกล้ฝั่งแห่งความปลอดภัยเข้าไปทุกที
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นลูกโคผู้ว่านอนสอนง่าย จงเป็นผู้มีความสุขในการว่ายทวนกระแสกิเลส และขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน อันเป็นดินแดนที่เกษมศานต์ ปลอดภัยจากโยคะกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ด้วยกันทุกท่านเทอญ.
เจริญพร.

