ศิลปะการครองสมดุล: เมื่อ ‘กศป.’ ต้องยืนอยู่บนรอยต่อระหว่าง ‘อาณาจักร’ และ ‘ศาสนจักร’

ในโลกของการบริหารจัดการสมัยใหม่ สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการ “แสวงหาอำนาจ” คือการ “บริหารความรับผิดชอบ” โดยเฉพาะเมื่อต้องรับผิดชอบต่อผู้มีอำนาจสองฝ่ายที่มีเป้าหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการจัดระเบียบองค์กรสงฆ์ใหม่ แต่คือการก่อกำเนิดโมเดลการปกครองที่นักรัฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะเรียกว่า “ภาวะความรับผิดชอบสองทาง” (Dual Accountability) สถานการณ์ที่เปราะบางและท้าทายนี้เกิดขึ้นเมื่อ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ถูกวางบทบาทให้เป็น “คนกลาง” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “อำนาจรัฐ” (อาณาจักร) ที่เน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ กับ “อำนาจสงฆ์” (ศาสนจักร) ที่เน้นความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมวินัย

บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจรอยต่อของอำนาจทั้งสอง ว่าเหตุใดโมเดลนี้จึงเป็นทั้ง “โอกาสทอง” และ “กับดัก” ของการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ไทย

๑. พันธะต่ออาณาจักร: กรงทองแห่งนิติรัฐและธรรมาภิบาล

ในหมวกใบแรก กศป. มีสถานะเป็น องค์กรตามกฎหมาย (Statutory Board) ซึ่งผูกพันกับกลไกของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือพันธะสัญญาที่ต้องแลกมาด้วยความโปร่งใสและมาตรฐานที่จับต้องได้ คือ

  • เงินหลวงตกน้ำไม่ไหล: เมื่อกฎหมายระบุให้รัฐต้องอุดหนุนงบประมาณ “ตามความเหมาะสมและจำเป็น” กศป. จึงมีสถานะเสมือนหน่วยรับงบประมาณที่ต้องตอบคำถาม กระทรวงการคลัง ให้ได้ทุกบาททุกสตางค์ การบริหารจัดการจึงต้องยึดระเบียบพัสดุและการบัญชีที่เข้มงวด จะใช้จ่ายตามศรัทธาแบบเดิมมิได้
  • คนของรัฐในร่างสมณะ: การบริหารงานบุคคลต้องถูกยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากล การจ้างงาน เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ต้องอิงเกณฑ์จากกฎหมายข้าราชการพลเรือน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรที่เข้ามาดูแลการศึกษาสงฆ์ มีคุณภาพและตรวจสอบได้ทัดเทียมกับข้าราชการทั่วไป

๒. พันธะต่อศาสนจักร: ภารกิจพิทักษ์ธรรมและจารีต

ในหมวกอีกใบ กศป. คือกลไกที่อยู่ภายใต้อาณัติของ มหาเถรสมาคม (มส.) องค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณและความอยู่รอดของศาสนา กล่าวคือ

  • หัวใจคือหลักสูตร: แม้ กศป. จะมีอำนาจบริหาร แต่ “เนื้อหา” ของการศึกษา (แผนกธรรมและบาลี) ยังคงเป็นเอกสิทธิ์ของ มส. ที่ต้องให้ความเห็นชอบ เพื่อประกันว่าการสืบทอดศาสนธรรมจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากพระพุทธพจน์และโบราณราชประเพณี
  • รายงานผลแห่งศรัทธา: กศป. ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อ มส. อย่างสม่ำเสมอ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า “เงินและระบบ” ที่นำมาใช้นั้น กำลังรับใช้เป้าหมายสูงสุด คือการสร้างศาสนทายาทที่เพียบพร้อมด้วยปริยัติและปฏิบัติ มิใช่เพียงผลิตคนเก่งแต่ไร้ศีลธรรม

๓. รอยปริกึ่งกลาง: กับดัก “Policy Drift” และความท้าทาย

ความยากที่สุดของการยืนสองขา คืออาการที่เรียกว่า “Policy Drift” หรือการเบี่ยงเบนทางนโยบาย เมื่อแรงดึงจากสองฝั่งไม่เท่ากัน บ่อยครั้งที่เราเห็นปัญหาใน แผนกสามัญศึกษา ซึ่งต้องแบกรับมาตรฐานวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการ (ตามพันธะต่อรัฐ) แต่กลับถูกจัดลำดับความสำคัญรองลงมา ความลักลั่นนี้ทำให้การตัดสินใจล่าช้าและทรัพยากรไปไม่ถึงเป้าหมาย การมีอยู่ของตัวแทนภาครัฐในบอร์ด กศป. จึงเป็นกุศโลบายสำคัญที่จะช่วย “ลดช่องว่าง” และสร้างความเข้าใจว่า โลกสมัยใหม่ต้องการพระสงฆ์ที่รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม

บทสรุป

ภาวะ Dual Accountability ของ กศป. คือบททดสอบครั้งสำคัญของธรรมาภิบาลสงฆ์ไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ความสำเร็จของการปฏิรูปนี้ ไม่ได้วัดกันที่ตัวบทกฎหมายที่สวยหรู แต่วัดกันที่ศิลปะในการ “ร้อยประสาน” ความโปร่งใสแบบราชการ ให้เข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของศรัทธาได้อย่างกลมกลืน

เปรียบเสมือน “คนพายเรือข้ามแม่น้ำเชี่ยว”… กศป. คือฝีพายที่ต้องคอยสังเกตทั้ง “กระแสน้ำ” (หลักพระธรรมวินัย) และ “ทิศทางลม” (กฎหมายและมาตรฐานโลก) หากมัวแต่พายตามน้ำโดยไม่ดูทิศทางลม เรืออาจถูกพัดพาไปผิดทิศ แต่หากกางใบรับแต่ลมโดยไม่สนกระแสน้ำ เรือก็อาจคว่ำได้ง่าย ๆ

ความสำเร็จที่แท้จริง จึงอยู่ที่การประคองสติ ปรับสมดุลพายทั้งสองข้าง ให้สอดประสานกัน เพื่อนำพาเรือแห่งการศึกษาสงฆ์ลำนี้ ฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลง ไปสู่ฝั่งแห่งความยั่งยืนได้อย่างสง่างาม

และนั่นคือบทเรียนสำหรับเราทุกคน คือ ในวันที่ต้องรับผิดชอบต่อหลายสิ่ง ความสมดุลคือทักษะที่สำคัญที่สุดในการพาชีวิตให้รอด.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *