สถาปัตยกรรมนโยบายสงฆ์: ถอดรหัส ‘กศป.’ องค์กรยุทธศาสตร์ผู้ออกแบบอนาคตการศึกษาพระปริยัติธรรม

หากเปรียบการปฏิรูปเป็นงานก่อสร้าง วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ คือวันที่แปลนพิมพ์เขียวฉบับใหม่ถูกกางออกอย่างเป็นทางการ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกฎหมายลงในราชกิจจานุเบกษา แต่คือการวางศิลาฤกษ์ให้แก่โครงสร้างการบริหารรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม” (กศป.)

กศป. มิใช่เพียงคณะทำงานทั่วไป แต่คือ “สถาปนิกเชิงนโยบาย” ที่มีสถานะเป็นองค์กรตามกฎหมาย (Statutory Board) ทำหน้าที่เป็นมันสมองก้อนโตในการออกแบบทิศทางอนาคตของศาสนทายาท บทความนี้จะชวนท่านผู้อ่านเจาะลึกเข้าไปในกลไกของ “Power Structure” ใหม่นี้ ว่าเหตุใด กศป. จึงเปรียบเสมือนจุดตัดทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของวงการสงฆ์ไทยในศตวรรษที่ ๒๑

๑. จุดบรรจบของสองโลก: โมเดลผสานอำนาจ (The Hybrid Model)

ความน่าสนใจประการแรกของสถาปัตยกรรมนี้ คือการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่ผสาน “โลกทางธรรม” และ “โลกทางโลก” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

กศป. ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพระสงฆ์เพียงลำพัง หรือถูกครอบงำโดยข้าราชการฝ่ายเดียว แต่เป็นเวทีที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ (ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราช) มานั่งหารือร่วมกับขุนพลฝ่ายบริหารระดับสูงของประเทศ อาทิ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ ก.พ. และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นี่คือกลไกที่ชาญฉลาดในการสร้าง “ดุลยภาพ” (Equilibrium) ทำให้ทุกนโยบายที่ถูกกลั่นกรองออกมา ไม่เพียงแต่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย แต่ยังสอดคล้องกับมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินและงบประมาณของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

๒. สถาปนิกผู้คุมกฎ: อำนาจในการสร้างมาตรฐาน (Standardization)

ในฐานะองค์กรนโยบายสูงสุด (Policy Maker) กศป. ถือเป็นผู้กุมบังเหียนทิศทางการศึกษาทั้ง ๓ แผนก (ธรรม, บาลี, สามัญศึกษา) อย่างเบ็ดเสร็จ บทบาทนี้เปรียบเสมือน “วิศวกรคุมงาน” ที่ต้องมั่นใจว่าเสาทุกต้นตั้งตรงตามสเปก กล่าวคือ

  • การกำหนดมาตรฐาน: นโยบายจะไม่ใช่แค่กระดาษ แต่คือพันธสัญญาที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาสงฆ์ให้ทัดเทียมมาตรฐานชาติ
  • การอนุมัติวิทยฐานะ: กศป. คือผู้ถือตราประทับรับรองศักดิ์และสิทธิ์ของผู้สำเร็จการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปริญญาหรือประกาศนียบัตร เพื่อให้วุฒิการศึกษานั้น “ใช้ได้จริง” ในสังคมโลก
  • นิติบัญญัติลำดับรอง: มีอำนาจออกกฎระเบียบเพื่อบริหารจัดการสถานศึกษา ตั้งแต่การก่อตั้งไปจนถึงการยุบเลิก เพื่อให้ระบบเลื่อนไหลไปตามกติกา ไม่ใช่ตามดุลยพินิจ

๓. ปฏิวัติคน ปฏิรูปงาน: การกำกับดูแลทุนมนุษย์ (Human Capital Governance)

หนึ่งในภารกิจที่ท้าทายที่สุด คือการเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคคลจาก “ระบบอุปถัมภ์” สู่ “ระบบคุณธรรม” (Merit System) กศป. ได้วางรากฐานใหม่ให้กับบุคลากรที่เรียกว่า “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) คือ

  • การสร้างมาตรฐานกลาง: กำหนดตำแหน่งและค่าตอบแทนที่ชัดเจน เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นคงและมีเกียรติ
  • การเชื่อมโยงงบประมาณ: การประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อผูกพันงบประมาณเงินเดือน เป็นการการันตีว่า “ปากท้อง” ของผู้ทำงานศาสนาจะได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ ไม่ถูกลอยแพ

๔. พื้นที่แห่งความยุติธรรม: กลไกคานอำนาจและพิทักษ์สิทธิ์

อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบ ย่อมนำไปสู่ความเสื่อม กศป. จึงถูกออกแบบมาให้เป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” หรือศาลสถิตยุติธรรมในองค์กร ทำหน้าที่รับอุทธรณ์และร้องทุกข์จากบุคลากรที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นี่คือ “Safety Valve” หรือวาล์วนิรภัยที่ป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตของผู้บังคับบัญชา และรักษาดุลยภาพแห่งความยุติธรรมในองค์กร

บทวิเคราะห์: ศิลปะการทรงตัวบนความรับผิดชอบสองทาง

แม้โครงสร้างจะดูแข็งแกร่ง แต่โจทย์ที่หินที่สุดของ กศป. คือภาวะที่เรียกว่า “Dual Accountability” หรือการรับผิดชอบสองทาง ด้านหนึ่งต้องตอบโจทย์รัฐในเรื่องความคุ้มค่าและระเบียบกฎหมาย อีกด้านหนึ่งต้องตอบโจทย์มหาเถรสมาคมในเรื่องความบริสุทธิ์บริบูรณ์แห่งพระธรรมวินัย การบริหารงานของ กศป. จึงต้องอาศัยศิลปะขั้นสูง ไม่ต่างจากการเดินบนเชือกที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “โลกียวัตร” และ “โลกุตรธรรม” ให้ดำเนินไปด้วยกันโดยไม่ขัดแย้ง

บทสรุป

กศป. ตามโครงสร้างใหม่นี้ เปรียบเสมือน “หางเสือของเรือ” หากเรือลำนี้บรรทุกความหวังและอนาคตของพุทธศาสนา หน้าที่ของ กศป. คือการถือหางเสือฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลง โดยใช้ “กระแสลมแห่งงบประมาณรัฐ” และ “กระแสน้ำแห่งพระธรรมวินัย” เป็นแรงส่ง ให้เรือแล่นไปสู่จุดหมาย

สำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน การมีอยู่ของ กศป. สอนให้เรารู้ว่า “ระบบที่ดี ย่อมนำมาซึ่งคนดีและงานที่ดี” การยึดมั่นในกฎกติกาและความชอบธรรม (ธรรมาธิปไตย) ย่อมยั่งยืนกว่าการยึดตัวบุคคล (อัตตาธิปไตย) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่คือการปูทางสู่อนาคตที่สง่างามและมั่นคงของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *