ศาสตร์แห่งนายโคบาล: ถอดรหัส ‘มหาโคปาลสูตร’ สู่หลักการบริหารชีวิตและจิตวิญญาณ ๑๑ ประการ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ
ขอความเจริญในธรรม จงมีแด่ท่านสาธุชนผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและศรัทธาทุกท่าน
ในท่ามกลางกระแสธารแห่งโลกที่เชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยการแข่งขัน มนุษย์เราต่างพากันแสวงหาหนทางที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จ ความมั่นคง และความผาสุก หลายคนมองหาต้นแบบจากมหาเศรษฐี บ้างก็มองหาสูตรสำเร็จจากตำราบริหารจัดการตะวันตก แต่ทว่า ในคลังสมบัติแห่งพระพุทธศาสนา มีพระสูตรหนึ่งที่เปรียบดั่งเพชรน้ำงาม ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎกมานานนับพันปี นั่นคือ “มหาโคปาลสูตร”
พระพุทธองค์ ผู้ทรงเป็นบรมครูของโลก ทรงหยิบยกเรื่องราวที่ดูสามัญธรรมดาอย่าง “วิถีชีวิตของนายโคบาล” หรือคนเลี้ยงวัว มาเจียระไนให้เห็นเป็นหลักธรรมอันลึกซึ้ง เปรียบเทียบการบริหารจัดการฝูงโค กับการบริหารจัดการชีวิตและจิตวิญญาณไว้อย่างน่าอัศจรรย์ วันนี้ อาตมภาพจะขอนำพาท่านทั้งหลาย ย้อนกลับไปสู่ทุ่งหญ้าแห่งมคธรัฐ เพื่อถอดรหัส ๑๑ คุณสมบัติ ที่จะเปลี่ยนให้เราเป็น “ผู้เจนจบ” ในการดำเนินชีวิต
ปฐมบท: ทำไมต้องคนเลี้ยงวัว? ในสมัยพุทธกาล โค ไม่ใช่เพียงสัตว์เลี้ยง แต่คือทรัพย์สิน คือชีวิต และคือลมหายใจของเศรษฐกิจ นายโคบาลผู้โง่เขลา ย่อมนำมาซึ่งความวิบัติแห่งฝูงโค ในขณะที่นายโคบาลผู้ฉลาด ย่อมนำมาซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ ชีวิตของเราท่านทั้งหลายก็เช่นกัน หากเราบริหารจัดการ “กายและใจ” นี้อย่างขาดปัญญา เราก็ไม่ต่างจากนายโคบาลผู้โง่เขลาที่ปล่อยให้ชีวิตร่วงหล่นไปสู่ความเสื่อม แต่หากเรามีศิลปะในการครองตน เราย่อมนำพาชีวิตข้ามพ้นห้วงทุกข์ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงจำแนกคุณสมบัติของนายโคบาลผู้ชาญฉลาดไว้ ๑๑ ประการ ซึ่งเราสามารถน้อมนำมาเป็นกระจกส่องใจได้ดังนี้
ประการที่ ๑: รูปรัญญู (ผู้รู้จักรูป) นายโคบาลที่เก่งกาจ ย่อมรู้จักจำนวนและสีสันวรรณะของโคตนเองอย่างแม่นยำ ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้บริหารชีวิตที่ดี ต้อง “รู้จักความจริงของสังขาร” ร่างกายที่เราเฝ้าทะนุถนอม ตกแต่งให้สวยงาม แท้จริงแล้วมันคืออะไร? มันคือการประชุมรวมกันของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม มิใช่ตัวตนที่จีรังยั่งยืน การรู้เช่นนี้มิใช่ให้ละเลย แต่เพื่อให้ “รู้เท่าทัน” ไม่หลงยึดติดในรูปลักษณ์จนเป็นทุกข์ เมื่อเจ็บป่วยหรือร่วงโรย ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของธาตุขันธ์
ประการที่ ๒: ลักขณกุสโล (ผู้ฉลาดในลักษณะ) นายโคบาลย่อมสังเกตเห็นตำหนิและเครื่องหมายของโค พอดูออกว่าตัวไหนดี ตัวไหนพยศ ในทางธรรม นี่คือปัญญาในการ “อ่านคน” และ “อ่านกรรม” ให้แตกฉาน เรารู้จักแยกแยะคนพาลออกจากบัณฑิต โดยดูที่ “ลักษณะแห่งการกระทำ” คนทำกรรมดีย่อมมีลักษณะแห่งความสุขความเจริญ คนทำกรรมชั่วย่อมมีลักษณะร้อนรน การฉลาดในลักษณะเช่นนี้ จะช่วยให้เราเลือกคบคน และเลือกวิถีทางดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ไม่พาตัวไปเกลือกกลั้วกับสิ่งมัวหมอง
ประการที่ ๓: อาสาติกหรณ์ (ผู้เขี่ยไข่ขาง) ข้อนี้สำคัญนัก ท่านทั้งหลาย… ธรรมชาติของโคย่อมมีแมลงวันตอม ไต่ตามผิวหนังและวางไข่ตามแผล หากนายโคบาลละเลย ไม่เขี่ยไข่ขาง (ไข่แมลงวัน) นั้นทิ้ง เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอน มันจะกัดกินเนื้อโคจนเน่าเฟะ ถึงแก่ความตายได้ จิตใจของเราก็เปรียบเสมือนโคนั้น บ่อยครั้งที่ “แมลงวันแห่งกิเลส” บินมาเกาะเกี่ยว เกิดเป็นความคิดริษยา อาฆาตพยาบาท หรือราคะตัณหา หากเราปล่อยความคิดชั่วร้ายเหล่านี้ไว้เพียงข้ามคืน มันจะฟักตัว กัดกินใจเราจนกลัดหนอง กลายเป็นความทุกข์ทรมานที่หยั่งรากลึก ดังนั้น หน้าที่ของเราคือ “เขี่ยทิ้ง” ทันทีที่รู้ตัว อย่าเสียดาย อย่าเก็บความโกรธไว้ข้ามวัน อย่าเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ข้ามคืน จงมีสติปัดเป่าออกไป ให้ใจสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ
ประการที่ ๔: วณัง ปฏิจฉาเทตา (ผู้ปิดแผล) เมื่อโคมีแผล นายโคบาลต้องรีบพันผ้า ปิดแผลมิให้เชื้อโรคเข้า หากเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง “แผล” คือจุดอ่อนของเรา “เชื้อโรค” คืออารมณ์ภายนอกที่มากระทบ เราจึงต้องมี “อินทรียสังวร” คือการระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อตาเห็นรูปที่ยั่วยวน หูได้ยินเสียงที่ยั่วยุ จงเปรียบเสมือนการปิดแผลไว้ ไม่รับเชื้อโรคนั้นเข้ามาปรุงแต่งในใจ การมีสติเป็นเครื่องกั้น เป็นด่านหน้าคอยระวังภัย จะช่วยรักษาใจเราให้ปลอดภัยจากกิเลสที่จ้องจะลุกลาม
ประการที่ ๕: ธูมัง กัตตา (ผู้สุมควัน) ยามค่ำคืน เหลือบยุงริ้นไรย่อมรบกวนฝูงโค นายโคบาลผู้มีความเมตตาจะก่อไฟสุมควัน ไล่สัตว์ร้ายเหล่านั้นให้โคได้หลับสบาย ในทางธรรม การ “สุมควัน” คือการ “แสดงธรรม” และ “แบ่งปันความรู้” เมื่อเราอยู่ในสังคมใด จงเป็นผู้สร้างบรรยากาศแห่งความรู้และความดีงาม การพูดคุยเรื่องธรรมะ การตักเตือนกันด้วยความปรารถนาดี เปรียบเสมือนควันไฟที่ขับไล่ความมืดบอด ขับไล่ความเห็นผิด และความขัดแย้งให้มลายไป สร้างความร่มเย็นเป็นสุขแก่หมู่คณะ
ประการที่ ๖: ติตถัง ชานาติ (ผู้รู้จักท่า) แม่น้ำมีกระแสเชี่ยวและสัตว์ร้าย นายโคบาลต้องรู้ว่า “ท่าไหน” ที่ตื้นเขิน ปลอดภัย พาวัวข้ามได้ ชีวิตคนเราก็มีห้วงน้ำแห่งปัญหาขวางกั้น การรู้จักท่า คือการ “รู้จักเข้าหาผู้รู้” ในยามที่ชีวิตมืดแปดด้าน เราต้องรู้วิธีเข้าไปสอบถาม เข้าไปขอคำแนะนำจากบัณฑิต จากครูบาอาจารย์ ผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม การไม่แบกปัญหาไว้คนเดียว แต่รู้จักแสวงหาปัญญาจากผู้อื่น คือวิถีของคนฉลาดที่จักพาชีวิตข้ามพ้นวิกฤต
ประการที่ ๗: ปีตัง ชานาติ (ผู้รู้จักที่ดื่มน้ำ) นายโคบาลต้องรู้แหล่งน้ำสะอาด ให้โคได้ดื่มกินจนอิ่มหนำ ฉันใดก็ฉันนั้น จิตวิญญาณของมนุษย์ย่อมกระหาย “ความสุขและความสงบ” การรู้จักที่ดื่มน้ำ คือการเปิดใจรับรสแห่งพระธรรม เมื่อได้ฟังธรรมะที่ถูกจริต แล้วเกิดความปราโมทย์ เกิดปีติ อิ่มเอิบใจ นั่นคือท่านได้ดื่มน้ำทิพย์ชโลมใจแล้ว จงหมั่นพาใจของตนไปดื่มกินน้ำแห่งธรรมนี้บ่อยๆ เพื่อให้ใจชุ่มเย็น มีพลังในการดำเนินชีวิต
ประการที่ ๘: วิถิง ชานาติ (ผู้รู้จักทาง) ป่ารกทึบเต็มไปด้วยอันตราย นายโคบาลต้องรู้จัก “เส้นทาง” ที่ปลอดภัยที่สุด ชีวิตก็เช่นกัน เต็มไปด้วยทางแยกและทางลวง การรู้จักทางในที่นี้ คือการรู้จัก “อริยมรรคมีองค์ ๘” ทางสายเอกนี้ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) จนถึง สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) นี่คือแผนที่เดินทางที่พระพุทธองค์ทรงขีดไว้ให้ หากเราเดินตามเส้นทางนี้ แม้จะช้า แต่ย่อมถึงจุดหมายด้วยความปลอดภัย ไม่หลงเข้าป่าแห่งอบายมุข
ประการที่ ๙: โคจรกุสโล (ผู้ฉลาดในโคจร) นายโคบาลต้องรู้ว่าทุ่งหญ้าไหนอุดมสมบูรณ์ ควรพาโคไปกินหญ้าที่ใดในเวลาใด สำหรับนักปฏิบัติ “ทุ่งหญ้า” คืออารมณ์ของกรรมฐาน หรือ “สติปัฏฐาน ๔” ใจของเราชอบท่องเที่ยวไป หากปล่อยให้เที่ยวไปในเรื่องไร้สาระ ก็เหมือนพาโคไปกินหญ้าพิษ เราต้องฉลาดในการพาใจไป “กินหญ้าดี” คือระลึกรู้ใน กาย เวทนา จิต และธรรม เมื่อใจมีที่ระลึกรู้ที่ดี ใจย่อมมีกำลัง เติบโตแข็งแรง
ประการที่ ๑๐: อนวเสสโทหี (ผู้รีดนมไม่ให้เหลือ) นายโคบาลผู้โง่เขลา จะรีดนมแม่โคจนหยดสุดท้าย ไม่เหลือไว้ให้ลูกโคกิน จนแม่โคผอมแห้ง ลูกโคหิวโหย แต่โคบาลผู้ฉลาด จะรู้จัก “ความพอดี” นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ คือการ “รู้จักประมาณ” ในการบริโภคใช้สอย หากเป็นภิกษุก็รู้จักประมาณในการรับปัจจัย หากเป็นคฤหัสถ์ก็รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพยากร ไม่ตักตวงผลประโยชน์จากธรรมชาติ หรือจากผู้อื่นจนเกินงาม ต้องรู้จักแบ่งปัน รู้จักเหลือไว้เพื่อให้ระบบมันดำรงอยู่ได้ นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง
ประการที่ ๑๑: เย เต อุสะภา… ปูเชตา (ผู้บูชาพ่อโค) ในฝูงโค ย่อมมี “โคจ่าฝูง” หรือพ่อโคที่แข็งแรง คอยปกป้องฝูงจากอันตราย นายโคบาลย่อมให้ความรักและบูชาพ่อโคนั้นเป็นพิเศษ ในสังคมมนุษย์ เราต้องรู้จักเคารพยกย่อง “ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ และครูบาอาจารย์” ท่านเหล่านี้คือหลักชัย เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่คอยคุ้มครองลูกหลานและศิษย์ การแสดงมุทิตาจิต การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ทรงศีลทรงธรรม ย่อมนำมาซึ่งสิริมงคลและการสนับสนุนเกื้อกูล
บทสรุป
ท่านสาธุชนทั้งหลาย… เมื่อพิจารณาดูแล้ว ศาสตร์แห่งนายโคบาลทั้ง ๑๑ ประการนี้ มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ “พิมพ์เขียว” ของการสร้างชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เริ่มต้นจากการรู้เท่าทันตนเอง (รูปรัญญู) รู้จักกำจัดความคิดร้าย (เขี่ยไข่ขาง) รู้จักป้องกันระวังภัย (ปิดแผล) รู้จักเติมพลังใจ (ดื่มน้ำ) และรู้จักกตัญญูรู้คุณ (บูชาพ่อโค)
บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องถามตนเองว่า วันนี้… เราเป็นนายโคบาลประเภทใด? เรากำลังปล่อยให้ “หนอนแห่งโทสะ” กัดกินใจจนเป็นแผลเน่าเฟะอยู่หรือไม่? เรากำลังต้อนชีวิตลงสู่แม่น้ำที่เชี่ยวกราก โดยไม่ดูตาม้าตาเรืออยู่หรือไม่? หรือเรากำลังสูบเลือดสูบเนื้อจากโลกใบนี้ จนไม่เหลืออะไรให้ลูกหลาน?
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นดั่งนายโคบาลผู้ชาญฉลาด จงลุกขึ้นมา “ปัดกวาด” จิตใจของตนให้สะอาด จง “คัดกรอง” สิ่งที่จะผ่านเข้ามาทางหูและตา และจงก้าวเดินไปบน “วิถีแห่งมรรค” ด้วยความไม่ประมาท
เมื่อทำได้เช่นนี้ ชีวิตของท่าน ย่อมเจริญงอกงาม ไพบูลย์ในร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา ประดุจฝูงโคที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ย่อมให้ผลผลิตอันหอมหวาน และมีความสุขเกษมศานต์ ตราบนานเท่านาน
เจริญพร.

