รอยต่อแห่งการตรัสรู้: ถอดรหัส ‘มหาสัจจกสูตร’ เมื่อพระพุทธองค์เปิดเผยไดอารี่ลับแห่งการทรมานกาย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน

วันนี้อาตมภาพจะขอนำท่านทั้งหลาย ย้อนเวลากลับไปสู่ห้วงอดีต เพื่อเปิดหน้าประวัติศาสตร์แห่งการค้นหาความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดฉบับหนึ่งในพระไตรปิฎก เรื่องราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนธรรมาสน์ที่สวยหรู แต่เกิดขึ้นท่ามกลางป่าเขา ท่ามกลางการโต้เถียง และท่ามกลางความเจ็บปวดเจียนตายของมหาบุรุษผู้หนึ่ง

วันนี้เราจะมาพิจารณากันใน “มหาสัจจกสูตร” พระสูตรที่ว่าด้วยการสนทนาระหว่างพระพุทธองค์ กับนักโต้วาทะผู้ยิ่งใหญ่ นามว่า “สัจจกนิครนถบุตร”

หากท่านทั้งหลายจำกันได้ สัจจกะผู้นี้ เคยพ่ายแพ้ต่อพระพุทธองค์มาแล้วในสนามประลองปัญญา แต่ความพ่ายแพ้นั้นมิได้ทำให้เขาหยุดสงสัย ครั้งนี้เขากลับมาอีกครั้ง มิใช่เพื่อเอาชนะด้วยโวหาร แต่มาเพื่อซักไซ้ไล่เลียงถึง “วิธีการฝึกตน” ซึ่งคำถามของเขานี้เอง เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูให้พระพุทธองค์ทรงเปิดเผย “ความทรงจำ” หรือเปรียบเสมือน “ไดอารี่ลับ” ในช่วงที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ให้พวกเราได้รับรู้

ประการที่ ๑: ความสมดุลของกายและใจ

เริ่มแรกนั้น สัจจกะผู้มีความเห็นสุดโต่ง ได้เปิดประเด็นขึ้นด้วยความเชื่อที่ฝังรากลึกในยุคนั้นว่า “คนจะดีได้ คนจะวิเศษได้ ต้องทรมานกายให้ถึงที่สุด” เขาเชื่อว่าความเจ็บปวดทางกายคือเครื่องเผากิเลส เขาจึงมองว่าเหล่าภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าที่ฉันอาหารวันละมื้อ อยู่อย่างเรียบง่ายนั้น “สุขสบายเกินไป” เอาแต่ฝึกใจ ไม่รู้จักฝึกกาย

ณ จุดนี้ พระพุทธองค์มิได้ทรงโต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่ทรงฉายภาพความจริงให้เห็นด้วยปัญญาอันแยบคายว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ (ชื่อเดิมของสัจจกะ) การฝึกที่แท้จริงนั้น กายและใจต้องเกื้อกูลกัน”

บุคคลที่ไม่ได้ฝึกกาย ไม่ได้ฝึกใจ ย่อมเปราะบางดุจไม้ผุ เมื่อ “ความสุข” ไหลบ่าเข้ามา ก็จะมัวเมา หลงระเริง จนลืมตัว ถอนตัวไม่ขึ้น เมื่อ “ความทุกข์” โถมทับเข้ามา ก็จะฟูมฟาย ตีอกชกตัว ร่ำไห้จนแทบเสียสติ

ท่านทั้งหลายจงลองตรึกตรองดูเถิด ชีวิตของพวกเราในทุกวันนี้ เป็นเฉกเช่นนั้นหรือไม่? ยามมีลาภ ยศ สรรเสริญ เราก็หัวเราะร่า ยึดติด หวงแหน ยามเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา เราก็ร้องไห้ เหมือนโลกจะแตกสลาย นี่คือลักษณะของจิตที่ขาดสมดุล ขาดการฝึกฝน

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ผู้ที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีใจที่ตั้งมั่น แม้ความสุขจะท่วมท้น กายและใจก็ไม่หวั่นไหวไปตามความหลง แม้ความทุกข์จะบีบคั้น กายและใจก็ไม่หวั่นไหวไปตามความโกรธหรือความเศร้า นี่คือยอดแห่งการฝึกตน คือการอยู่เหนือกระแสของโลกธรรมทั้งปวง

ประการที่ ๒: อุปมาไม้สีไฟ… ความพร้อมของจิตวิญญาณ

เพื่อให้สัจจกะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงยกอุปมา “ไม้สีไฟ ๓ ประเภท” ขึ้นมาเปรียบเทียบ

ประเภทที่หนึ่ง เปรียบเสมือน “ไม้สดที่แช่อยู่ในน้ำ” คือบุคคลที่กายก็ยังคลุกคลีอยู่กับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ใจก็ยังชุ่มโชกไปด้วยยางเหนียว คือความอยาก ความโลภ ความหลง คนประเภทนี้ ต่อให้เพียรพยายามนั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือทรมานตนจนตาย ก็เปรียบเหมือนเอาไม้เปียกน้ำมาสีกัน หวังจะให้เกิดไฟปัญญา ย่อมเป็นไปไม่ได้ เหนื่อยแรงเปล่า

ประเภทที่สอง เปรียบเสมือน “ไม้สดที่วางอยู่บนบก” คือนักบวช หรือผู้ปฏิบัติธรรม ที่พากายออกห่างจากบ้านเรือน ไปอยู่ในป่าเขาแล้ว แต่ทว่า… ภายในใจยังชุ่มด้วยยาง ยังคิดถึงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ยังโหยหาอดีต แม้นกายจะวิเวก แต่ใจไม่วิเวก ไม้ท่อนนี้แม้จะอยู่บนบก แต่ข้างในยังเปียกชื้น สีอย่างไร ไฟก็ไม่ติด

ประเภทที่สาม นี่คือสิ่งที่พวกเราควรน้อมนำมาพิจารณา คือ “ไม้แห้งที่วางอยู่บนบก” คือผู้ที่กายก็สงบจากความวุ่นวาย และที่สำคัญที่สุด คือใจที่แห้งสนิทจากยางเหนียวแห่งกิเลส ใจที่สงบระงับจากความอยาก เมื่อไม้แห้งสนิทดีแล้ว เพียงแค่ลงมือสีเบาๆ ไฟแห่งปัญญา ย่อมลุกโชนสว่างไสวขึ้นได้

โยมทั้งหลาย… วันนี้เราลองถามตัวเองดูซิว่า เราเป็นไม้ท่อนไหน? เราอาจจะพาตัวมาอยู่วัด พาตัวมาฟังเทศน์ (กายอยู่บนบก) แต่ใจของเราเล่า… ยังลอยคออยู่ในแม่น้ำแห่งความอยาก หรือยังเปียกชื้นด้วยยางแห่งความโกรธ ความหลงอยู่หรือไม่? หากใจยังไม่แห้ง ก็ยากนักที่ไฟแห่งธรรมจะจุดติด

ประการที่ ๓: บันทึกเลือดแห่งความเพียร

ในช่วงสำคัญที่สุดของพระสูตร พระพุทธองค์ทรงเปิดเผยช่วงเวลาวิกฤตแห่งชีวิต สมัยที่ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงทดลองทำสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจทำได้ เพื่อพิสูจน์ความเชื่อที่ว่า “ความทุกข์จะนำไปสู่ความหลุดพ้น”

ทรงเล่าถึงการ “กลั้นลมหายใจ” ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ อัดเพดานปากด้วยพระชิวหา ขบฟันแน่น กลั้นลมหายใจเข้าออก ทั้งทางจมูกและทางปาก ลมที่หาทางออกไม่ได้ มันตีกลับ ก้องกังวานอยู่ในหู เหมือนเสียงฟ้าร้องที่บ้าคลั่ง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วศีรษะ เหมือนมีบุรุษผู้มีกำลังมาก เอาเหล็กแหลมคมแทงทะลุกะโหลกศีรษะ ความร้อนรุ่มแผดเผาภายในกาย เหมือนคนถูกจับโยนลงในหลุมถ่านเพลิงที่กำลังลุกโชน

ทว่า… แม้ทุกขเวทนาจะกล้าแข็งเพียงใด ก็ไม่อาจครอบงำพระทัยของพระองค์ได้ สติยังคงตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน

เมื่อกลั้นลมหายใจไม่สำเร็จ พระองค์ทรงเปลี่ยนมา “อดอาหาร” จากที่เคยเสวยอาหารปกติ ก็ลดลง… ลดลง… จนเหลือเพียงวันละหนึ่งอุ้งมือ เหลือเพียงน้ำต้มถั่วเขียวเล็กน้อย จนกระทั่งแทบไม่เสวยอะไรเลย

ร่างกายที่เคยสง่างามสมชายชาตรี กลับซูบผอมลงอย่างน่าสังเวช อวัยวะน้อยใหญ่ สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหมือนเถาวัลย์ที่พันระโยงระยางอยู่ตามต้นไม้แห้ง พระตะโพก (ก้น) ลีบแบนเหมือนกีบเท้าอูฐ กระดูกสันหลังปูดโปนเป็นเม็ดๆ เหมือนลูกระนาด เมื่อทรงเอาพระหัตถ์ลูบหน้าท้อง ก็สัมผัสถึงกระดูกสันหลัง เพราะท้องแฟบติดหลังไปหมดแล้ว ผิวพรรณที่เคยเป็นสีทอง ผ่องใส ก็หมองคล้ำ ดำเกรียม เหมือนตอไม้ที่ถูกไฟไหม้ เมื่อทรงลูบพระวรกาย เส้นขนที่มีรากเน่าเปื่อย ก็หลุดร่วงติดพระหัตถ์ออกมา

ทรงกระทำถึงเพียงนี้… ทรมานกายจนเฉียดใกล้ความตายถึงเพียงนี้ แต่สิ่งที่ค้นพบคือ “ความว่างเปล่า” ปัญญาไม่ได้เกิดจากความหิวโหย ความหลุดพ้นไม่ได้เกิดจากความเจ็บปวด ทางที่เดินมานี้… เป็นทางตัน

ประการที่ ๔: แสงสว่างแห่งทางสายกลาง

ในวินาทีที่มืดมนที่สุดนั้นเอง สติปัญญาอันรุ่งโรจน์ก็ฉายวาบขึ้นมา พระองค์ทรงระลึกถึงภาพจำในวัยเยาว์ ครั้งเมื่อประทับนั่งอยู่ใต้ร่มไม้หว้าอันร่มรื่น ในงานแรกนาขวัญ ในขณะนั้น จิตของพระองค์สงบ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าสู่ปฐมฌาน มีความสุข ความเบิกบานใจ “ความสุขที่ไม่เจือด้วยกาม ความสุขที่เกิดจากความสงบนี้ต่างหาก คือหนทางแห่งการตรัสรู้”

นี่คือจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ทรงเลิกทรมานกาย กลับมาเสวยอาหารเพื่อให้ร่างกายมีกำลัง เมื่อร่างกายพร้อม ใจก็พร้อม ดุจไม้แห้งที่พร้อมจะติดไฟ ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต เจริญอานาปานสติ จนกระทั่งจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว และในคืนวันเพ็ญเดือนหก พระองค์ก็ได้ทำลายอวิชชา ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยพระองค์เอง

และบทสรุปของพระสูตรนี้จบลงอย่างงดงาม เมื่อสัจจกะ ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาพยายามจะใช้วาจาเสียดสี หักหาญน้ำใจ แต่เขากลับพบความจริงที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่า… นั่นคือ “พระพักตร์ของพระพุทธองค์” ไม่ว่าสัจจกะจะกล่าวกระทบกระเทียบอย่างไร พระพุทธองค์กลับมีผิวพรรณที่ผ่องใส มีสีพระพักตร์ที่เบิกบาน สงบนิ่ง เยือกเย็น ผิดกับครูบาอาจารย์เจ้าลัทธิคนอื่นๆ ที่พอถูกไล่ต้อนทางปัญญา ก็มักจะแสดงอาการโกรธขึ้ง ฉุนเฉียว สิ่งนี้เองคือเครื่องยืนยันความหลุดพ้นที่แท้จริง ความหลุดพ้นที่ทำให้ใจเป็นอิสระจากเครื่องยั่วยุทั้งปวง


ช่วงน้อมนำใจสู่การปฏิบัติ

สาธุชนทั้งหลาย… เรื่องราวในมหาสัจจกสูตรนี้ มิใช่เพียงตำนานที่เล่าขานเพื่อความเพลิดเพลิน แต่นี่คือ “กระจกเงา” ที่ส่องสะท้อนเข้ามาถึงใจของเราทุกคนในยุคปัจจุบัน

ญาติโยมลองพิจารณาดูเถิด… ทุกวันนี้ เรากำลังใช้ชีวิตแบบ “สุดโต่ง” กันอยู่หรือไม่?

บางครั้ง… เราก็บีบคั้นตัวเอง กดดันตัวเองเพื่อความสำเร็จ เพื่อเงินทอง เพื่อการยอมรับ เราทำงานหนักจนลืมกินลืมนอน เราเครียดจนเส้นเลือดในสมองแทบแตก เราทำร้ายร่างกายและจิตใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เรากำลังทำเหมือนพระพุทธองค์ตอนบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่หรือเปล่า? เรากำลังคิดว่า “ถ้าฉันไม่เจ็บปวด ฉันจะไม่ประสบความสำเร็จ” อยู่หรือเปล่า? พระพุทธองค์ทรงพิสูจน์มาแล้วว่า “นั่นไม่ใช่ทาง”

หรือบางครั้ง… เราก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หลงระเริงไปกับความสุขชั่วครู่ชั่วยาม กิน เที่ยว เล่น เสพสื่อโซเชียลจนจิตใจฟุ้งซ่าน หาความสงบไม่เจอ เรากำลังเป็นเหมือน “ไม้สดแช่น้ำ” ที่ไม่มีวันจุดไฟแห่งปัญญาให้ติดได้เลย

ถึงเวลาแล้วหรือยัง… ที่เราจะกลับมาเดินทางสายกลาง?

ขอให้โยมทั้งหลาย จงน้อมนำหลักธรรมนี้ไปปฏิบัติในชีวิตจริง ๑. ให้เมตตาต่อกาย: ดูแลรักษาร่างกายนี้ให้พออยู่ได้ ไม่ทรมานจนเกินไป และไม่ปรนเปรอจนเกินเหตุ ร่างกายนี้คือพาหนะเดียวที่จะพาเราไปสู่จุดหมาย ๒. ให้เมตตาต่อใจ: ฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งดุจไม้แห้ง หัดถอยออกมาจากความวุ่นวายบ้าง วันละเล็กวันละน้อย หัดรู้ทันความอยาก รู้ทันความโกรธ เมื่อมีความทุกข์เข้ามา ให้รู้ว่า “อ้อ… นี่คือทุกข์” แต่อย่ากระโดดลงไปคลุกกับมัน เมื่อมีความสุขเข้ามา ให้รู้ว่า “อ้อ… นี่คือสุข” แต่อย่าหลงระเริงจนลืมตน

ให้หมั่นเจริญสติ รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก ให้มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ เมื่อใดที่ใจของเราสมดุล กายของเราสมดุล เมื่อนั้น เราจะมีใบหน้าที่ผ่องใส มีดวงตาที่สงบเย็น และมีจิตใจที่เป็นอิสระ เหมือนดั่งพระบรมศาสดา ผู้ทรงเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญาดุจดวงไฟที่สว่างไสว ขจัดความมืดบอดแห่งอวิชชา และพบกับทางสายกลางอันนำไปสู่ความสันติสุขในจิตใจ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านเทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *