เกราะทองคำของคนทำงาน: เมื่อกฎหมายมอบ ‘อาวุธ’ แห่งความยุติธรรมให้บุคลากรสงฆ์
ในโลกของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม ความรู้สึกที่บั่นทอนจิตใจคนทำงานได้มากที่สุดไม่ใช่ความเหนื่อยยาก แต่คือ “ความไม่เป็นธรรม”
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อบังคับปี ๒๕๖๓ ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรสงฆ์เท่านั้น แต่คือหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองจากการพึ่งพิง “ความเมตตาตามดุลยพินิจ” สู่การสถาปนา “ระบบนิติรัฐ” (Rule of Law) ที่เข้มแข็ง
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการมอบ “เกราะคุ้มครอง” ให้แก่ เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ผ่านกลไกที่ทรงพลังที่สุดในระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ “สิทธิในการอุทธรณ์และร้องทุกข์”
บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ ๓ เสาหลักที่จะทำให้ท่านเห็นว่า ความยุติธรรมในองค์กรสงฆ์ยุคใหม่ หน้าตาเป็นอย่างไร
๑. ตาข่ายนิรภัยทางวินัย: ระบบอุทธรณ์ที่ตรวจสอบได้
มนุษย์ย่อมมีผิดพลาด แต่ความผิดพลาดนั้นต้องได้รับการตัดสินอย่างเป็นธรรม ในอดีต หากผู้น้อยถูกลงโทษ มักทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม แต่กฎหมายใหม่ได้ขีดเส้นมาตรฐานไว้ชัดเจนตามข้อ ๕๖
- สิทธิเสียงที่ต้องได้ยิน: หาก จศป. ถูกลงโทษทางวินัย ท่านมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งได้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง เวลา ๓๐ วันนี้คือช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการยอมจำนน
- ระบบถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance): กฎหมายออกแบบมาอย่างชาญฉลาด หากคนที่สั่งลงโทษท่าน เป็นคนเดียวกับผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ หรือหากท่านรู้สึกว่าผลการตัดสินของคณะกรรมการบริหารงานบุคคล (กบป.) ยังไม่ยุติธรรม ท่านสามารถ “ดึงเรื่อง” ขึ้นสู่ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ซึ่งเป็นบอร์ดระดับนโยบายสูงสุดได้ทันที
- มาตรฐานที่ไร้อคติ: การพิจารณาจะไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน แต่ต้องเดินตามระเบียบที่ กบป. กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคำวินิจฉัยวางอยู่บนข้อเท็จจริงทางกฎหมาย
๒. เสียงร้องที่ไม่สูญหาย: กลไกการร้องทุกข์
นอกจากการถูกลงโทษ ความคับข้องใจในการทำงานก็เป็นเสมือนสนิมที่กัดกินองค์กร กฎหมายตามข้อ ๕๗ จึงเปิดช่องทางระบายออกอย่างสร้างสรรค์ คือ
- เมื่อใจมัน “คับข้อง”: หากผู้บังคับบัญชาปฏิบัติ (หรือละเว้นการปฏิบัติ) หน้าที่จนทำให้ท่านเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ท่านมีสิทธิ “ร้องทุกข์” ตามลำดับชั้นขึ้นไปได้
- ทางออกสุดท้ายที่พึ่งพาได้: หากเสียงของท่านยังไม่ดังพอในระดับปฏิบัติการ (กบป.) ท่านสามารถส่งเสียงร้องทุกข์นั้นไปถึง กศป. เพื่อให้มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุด กลไกนี้ช่วยเปลี่ยนความขัดแย้งที่อาจลุกลาม ให้กลายเป็นการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล
๓. สะพานเชื่อมมาตรฐานโลก (The Legal Bridge)
ความล้ำสมัยของระบบนี้คือการไม่ปิดกั้นตัวเอง แต่เลือกที่จะสร้างสะพานเชื่อมไปยังมาตรฐานสากล โดยระบุให้ นำกฎหมายข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดย “อนุโลม” ในส่วนที่ยังไม่มีข้อบังคับเฉพาะ
นัยสำคัญคือการประกาศว่า บุคลากรสงฆ์ต้องได้รับมาตรฐานการดูแลและการคุ้มครองสิทธิ “เทียบเท่า” กับข้าราชการของรัฐ สิ่งนี้สร้างความรับผิดชอบ (Accountability) ให้กับผู้บริหารว่า การใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อีกต่อไป เพราะหากละเลยเพิกเฉยต่อคำวินิจฉัยอุทธรณ์ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย
บทวิเคราะห์: จาก “ระบบอุปถัมภ์” สู่ “ระบบคุณธรรม”
เรากำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่ จากเดิมที่ความก้าวหน้าหรือความอยู่รอดขึ้นอยู่กับ “ความพอใจของนาย” (Subjectivity) มาสู่ระบบที่ “ตรวจสอบได้ด้วยพยานหลักฐาน” (Verifiable System)
การที่ กศป. มีองค์ประกอบของบุคคลภายนอกระดับสูง เช่น เลขาธิการ ก.พ. หรือ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน ยิ่งเป็นหลักประกันว่า ความยุติธรรมนี้จะไม่ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลภายใน แต่จะโปร่งใสตามมาตรฐานธรรมาภิบาลระดับชาติ
บทสรุป
ข้อบังคับเรื่องการอุทธรณ์และร้องทุกข์ เปรียบเสมือนการมอบ “อาวุธทางปัญญา” ให้กับคนทำงาน ไม่ใช่เพื่อไปทำร้ายใคร แต่เพื่อใช้ปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง
ระบบการทำงานเดิมอาจเปรียบเสมือน “ลิฟต์ที่ใช้สลิงเส้นเดียว” ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของสลิงเส้นนั้น (ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา) หากสลิงขาด ลิฟต์ก็ร่วงหล่นสู่พื้น แต่ระบบอุทธรณ์และร้องทุกข์ คือการติดตั้ง “ระบบเบรกฉุกเฉินและสลิงสำรอง” ตามมาตรฐานวิศวกรรมสากล แม้จะเกิดข้อผิดพลาดหรือความขัดแย้ง (สลิงขาด) แต่กลไกของกฎหมายจะทำงานทันทีเพื่อ “หยุด” ความเสียหาย และประคอง “ผู้โดยสาร” (บุคลากร) ให้ปลอดภัย
เมื่อคนทำงานรู้สึกปลอดภัย มั่นคง และได้รับความเป็นธรรม เขาจะกล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และทุ่มเทเพื่อยกระดับการศึกษาพระปริยัติธรรมให้ก้าวไกล สมกับเป็นสมบัติล้ำค่าของพระพุทธศาสนาสืบไป

