เปลี่ยนเข็มทิศนาวาธรรม: สถาปนานิติรัฐในองค์กรสงฆ์ จุดเปลี่ยนจากการใช้ “ดุลยพินิจ” สู่ “มาตรฐานสากล”
หากจะเอ่ยถึง “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) ที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยในรอบทศวรรษ คงหนีไม่พ้นการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ กฎหมายฉบับนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปรับปรุงระเบียบปฏิบัติราชการทั่วไป แต่คือนวัตกรรมทางความคิดที่เข้ามารื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิม เพื่อสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า “นิติรัฐ” (Rule of Law) ให้เกิดขึ้นจริงในวงการสงฆ์
การเปลี่ยนแปลงนี้ เปรียบเสมือนการขยับเข็มทิศครั้งใหญ่ จากระบบที่ขับเคลื่อนด้วย “ตัวบุคคล” (Person-based) ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย “กฎกติกา” (Rule-based) บทความนี้จะชวนทุกท่านร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าว ผ่าน ๓ มิติแห่งการเปลี่ยนผ่าน ที่จะทำให้เราเข้าใจอนาคตของศาสนศึกษาไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
๑. จาก “เบี้ยหัวแตก” สู่ “เอกภาพ” : การสิ้นสุดยุคแห่งดุลยพินิจส่วนบุคคล
ย้อนกลับไปก่อนปี ๒๕๖๒ ภายใต้โครงสร้างเดิม (ประกาศมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๕๕) การบริหารจัดการการศึกษาสงฆ์มีลักษณะคล้าย “อาณาจักรน้อยๆ” ที่กระจัดกระจาย อำนาจการตัดสินใจแทบทั้งหมดผูกติดอยู่กับ “ดุลยพินิจ” (Discretionary Power) ของเจ้าสำนักเรียนหรือเจ้าคณะผู้ปกครองในแต่ละท้องถิ่น
แม้วิธีนี้จะมีความยืดหยุ่น แต่ก็แลกมาด้วยความเปราะบาง มาตรฐานการศึกษาและสวัสดิการของครูอาจารย์ขึ้นอยู่กับ “บารมี” และ “วิสัยทัศน์” ของผู้นำแต่ละท่าน ส่งผลให้เกิดภาวะลักลั่น ขาดเสถียรภาพ และทรัพยากรถูกใช้อย่างกระจัดกระจาย (Fragmentation) คล้ายกับสภาวะ “เบี้ยหัวแตก” ที่ยากจะรวมพลังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระดับมหภาค
๒. สถาปนา “องค์กรตามกฎหมาย” : เมื่ออำนาจถูกถ่ายโอนสู่ระบบ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ได้ทำการ “ถ่ายโอนอำนาจ” จากดุลยพินิจส่วนบุคคล ไปสู่กลไกในรูปแบบ องค์กรตามกฎหมาย (Statutory Board) หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และมีความเป็นสากล โดยแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- กศป. (สมองของชาติ ศาสน์ กษัตริย์): คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นเสาหลักด้านนโยบาย โดยมีองค์ประกอบผสมผสานระหว่างพระเถระชั้นผู้ใหญ่และผู้แทนจากภาครัฐ เพื่อวาง “มาตรฐานกลาง” ให้การศึกษาสงฆ์เชื่อมโยงกับมาตรฐานชาติอย่างแนบเนียน
- กบป. (เสาหลักธรรมาภิบาล): คณะกรรมการบริหารงานบุคคล เข้ามาทำหน้าที่แทนดุลยพินิจในการแต่งตั้งโยกย้าย นี่คือการวางระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ ที่ใช้กฎเกณฑ์เป็นตัวตั้ง เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม
๓. กำเนิด “จศป.” : ยกระดับศักดิ์ศรีด้วยระบบคุณธรรม
ภายใต้อรุณรุ่งแห่งนิติรัฐใหม่ บุคลากรทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ ได้รับการนิยามสถานะใหม่เป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ซึ่งนัยยะของคำนี้มีความสำคัญเชิงนิติศาสตร์อย่างยิ่ง ๓ ประการ คือ
- ระบบคุณธรรม (Merit System): การเข้าสู่ตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้บังคับบัญชาอีกต่อไป แต่ต้องผ่านระบบมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง (Job Classification) ที่วัดกันด้วยความรู้ความสามารถ
- หลักประกันแห่งสิทธิ: กฎหมายได้มอบ “อาวุธ” ให้แก่ผู้น้อย นั่นคือสิทธิในการร้องทุกข์และอุทธรณ์ต่อ กศป. เป็นการคานอำนาจมิให้ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจตามอำเภอใจ
- เทียบเคียงมาตรฐานสากล: ในจุดที่ระเบียบสงฆ์ยังเอื้อมไม่ถึง กฎหมายอนุญาตให้เทียบเคียงหลักเกณฑ์จาก “กฎหมายข้าราชการพลเรือน” มาใช้ได้โดยอนุโลม เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้ทัดเทียมทางโลก
บทวิเคราะห์: ความท้าทายในรอยต่อ
แม้โครงสร้างเชิงนิติรัฐจะถูกวางไว้อย่างงดงาม แต่ในทางปฏิบัติ เรายังคงเห็นร่องรอยของ “ความไม่สอดคล้องเชิงนโยบาย” (Policy Drift) โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณ กฎหมายยังคงใช้ถ้อยคำว่ารัฐจะอุดหนุน “ตามความเหมาะสมและจำเป็น” ซึ่งเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ “ดุลยพินิจ” ของหน่วยงานรัฐ เข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร แผนกสามัญศึกษาที่แบกรับภาระมาตรฐานวิชาการทางโลก จึงยังต้องเผชิญความท้าทายในการพิสูจน์ “ความจำเป็น” เพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณที่เพียงพอ
บทสรุป
การปฏิรูปตาม พ.ร.บ. ๒๕๖๒ นี้ แท้จริงแล้วคือการเปลี่ยนผ่านจาก “อัตตาธิปไตย” (ความถือตนเป็นใหญ่/ดุลยพินิจ) ไปสู่ “ธรรมาธิปไตย” (ความถือธรรมหรือความถูกต้องเป็นใหญ่/นิติรัฐ) เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ศาสนทายาท
หากเปรียบการศึกษาสงฆ์เป็น “เรือลำใหญ่”… ในอดีต เราอาจเดินเรือโดยอาศัยประสบการณ์การดูดาวของกัปตันแต่ละคน (ดุลยพินิจ) ซึ่งมีความเสี่ยงยามพายุเข้า แต่การสถาปนาระบบนิติรัฐในครั้งนี้ คือการติดตั้ง “ระบบ GPS และแผนที่เดินเรือสากล” (มาตรฐานกลาง)
แม้กัปตันจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามกาลเวลา แต่ด้วยเข็มทิศแห่งกฎหมายและธรรมาภิบาลที่เที่ยงตรง เรือลำนี้ก็จะยังคงมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย คือความเจริญงอกงามแห่งพระสัทธรรม ได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยสืบไป

