ถอดรหัสกฎหมายลูก: เดิมพันครั้งใหญ่ในรอยต่อของการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เปรียบเสมือนการปักธงชัยทางนิติบัญญัติที่ประกาศให้สังคมรับรู้ว่า ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่งการใช้อำนาจตามจารีต สู่ยุคแห่ง “นิติรัฐ” (Rule of Law) อย่างเป็นทางการ
ทว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง ตัวบทกฎหมายแม่บทเป็นเพียง “โครงสร้างภายนอก” ที่สวยหรู ความสำเร็จที่แท้จริงของการปฏิรูปครั้งนี้กลับซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่านั้น นั่นคือภารกิจของ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ในการตรา “กฎหมายลำดับรอง” (Subordinate Legislation)
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางเอกสาร แต่คือเดิมพันที่มีความละเอียดอ่อนใน ๓ มิติสำคัญ ซึ่งจะชี้ชะตาว่า “กลไกใหม่” นี้จะทำงานได้จริง หรือเป็นเพียงวิมานในอากาศ
๑. กับดักงบประมาณ: เมื่อ “ศรัทธา” ต้องเจรจากับ “ความคุ้มค่า”
ความท้าทายด่านแรกคือ “เงิน” และ “อำนาจ” แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ กศป. กำหนดเงินเดือนและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ (จศป.) ได้ แต่เงื่อนไขสำคัญที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๒ (๗) คือ “ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง”
นี่คือจุดที่ตรรกะสองชุดมาปะทะกัน ระหว่าง “ความจำเป็นทางศาสนกิจ” กับ “ความคุ้มค่าทางการคลัง” การยกร่างระเบียบจึงเป็นเหมือนการเดินไต่ลวดที่ต้องนิยามคำว่า “ตามความเหมาะสมและจำเป็น” ให้ภาครัฐยอมรับ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะมาตรฐานของรัฐอาจมองที่ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ แต่บริบทของวัดคือการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่ไม่สามารถตีค่าเป็นกำไรขาดทุนได้
๒. สมดุลบนเส้นด้าย: ศิลปะการผสาน “ธรรมจักร” และ “อาณาจักร”
โจทย์ที่ยากยิ่งกว่างบประมาณ คือการผสาน “พระธรรมวินัย” เข้ากับ “มาตรฐานการศึกษาสมัยใหม่” การออกกฎหมายลูกเพื่อควบคุมมาตรฐานสถานศึกษา จำเป็นต้องมีศิลปะในการประนีประนอม
การนำกฎหมายข้าราชการพลเรือนมาใช้โดยอนุโลม เป็นดาบสองคม หากปรับใช้ไม่ระมัดระวัง อาจกลายเป็นการนำ “กรอบทางโลก” ไปครอบ “วิถีทางธรรม” จนบิดเบี้ยว ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบระเบียบที่เคารพสถานภาพ “บรรพชิต” แต่ยังคงความศักดิ์สิทธิ์และมาตรฐานวิชาการไว้ได้อย่างครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ในทางปฏิบัติ
๓. วัฒนธรรมอำนาจใหม่: จาก “ดุลยพินิจ” สู่ “ธรรมาภิบาล”
การเปลี่ยนแปลงที่กระทบรากฐานเดิมมากที่สุด คือการสร้างระบบ “ความรับผิดชอบสองทาง” (Dual Accountability) กฎหมายลูกที่กำลังจะเกิดขึ้น จะนำมาซึ่งสิทธิในการ “อุทธรณ์และร้องทุกข์” ของบุคลากร
นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมองค์กรครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยพึ่งพา “ดุลยพินิจ” ของผู้ปกครองสงฆ์ (ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อปกครองลูก) มาสู่ระบบ “กระบวนการยุติธรรมทางปกครอง” ที่ตรวจสอบได้ แม้จะสร้างความอึดอัดใจในช่วงแรก แต่ในระยะยาว นี่คือเกราะป้องกันที่จะช่วยคุ้มครองระบบคุณธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทำงานว่า ความยุติธรรมนั้นมีอยู่จริงและจับต้องได้
บทวิเคราะห์: ทางออกสู่ความยั่งยืน
กฎหมายลำดับรองเปรียบเสมือน “ซอฟต์แวร์” ที่จะขับเคลื่อนฮาร์ดแวร์ให้ทำงาน การออกแบบกฎกติกาเหล่านี้ต้องก้าวข้ามกับดักที่เรียกว่า Policy Drift หรือการที่เจตนารมณ์เดิมถูกบิดเบือนไประหว่างทาง กศป. จึงต้องทำหน้าที่เป็นมากกว่า “นักกฎหมาย” แต่ต้องเป็น “นักยุทธศาสตร์” ที่สามารถเจรจาต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพระศาสนา ภายใต้กติกาของบ้านเมือง
บทสรุป
การปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรมในครั้งนี้ มิได้วัดผลสำเร็จที่ “จำนวนหน้ากระดาษ” ของพระราชบัญญัติ แต่อยู่ที่ความสามารถในการร้อยเรียง “กฎหมายลูก” ให้สอดรับกับความเป็นจริง
ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า หาก พ.ร.บ. ๒๕๖๒ คือ “พระอารามหลวง” ที่สร้างเสร็จอย่างวิจิตรตระการตา… กฎหมายลำดับรอง ก็คือ “ระบบไฟฟ้าและท่อน้ำประปา” ที่ถูกเดินสายไว้ภายใน
หากระบบน้ำไฟถูกวางแผนมาไม่ดี หรือใช้วัสดุราคาถูก (งบประมาณไม่พอ) ต่อให้ตัววิหารจะงดงามเพียงใด ก็ยากที่จะใช้สอยประโยชน์ได้จริง ผู้อยู่อาศัยก็ลำบาก ผู้มาเยือนก็ไม่สะดวกสบาย ดังนั้น การใส่ใจในรายละเอียดของการวางระบบ จึงสำคัญไม่แพ้ความยิ่งใหญ่ของโครงสร้างภายนอก
ชีวิตคนเราก็เช่นกัน บ่อยครั้งเรามุ่งมั่นสร้าง “เป้าหมายใหญ่” (The Act) จนลืมใส่ใจ “วินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ” (Subordinate Laws) ในกิจวัตรประจำวัน ทั้งที่ความจริงแล้ว ความสำเร็จที่ยั่งยืนล้วนเกิดจากการวางระบบนิสัยเล็ก ๆ เหล่านี้ให้ไหลเวียนหล่อเลี้ยงชีวิตเราอย่างสม่ำเสมอ ไม่ติดขัด

