จาก “กิจการครอบครัว” สู่ “มหาชน”: ผ่าตัดโครงสร้างอำนาจการศึกษาสงฆ์ ผลัดใบไม้เก่าสู่ร่มเงาแห่งนิติรัฐ

ในประวัติศาสตร์การบริหารองค์กร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะสั่นสะเทือนรากฐานได้เท่ากับ “การย้ายฐานอำนาจ”

เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ วงการสงฆ์ไทยได้จารึกหมุดหมายสำคัญผ่านการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ หลายคนอาจมองเห็นเพียงเม็ดเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่หากมองให้ลึกลงไปใน “ดีเอ็นเอ” ของกฎหมายฉบับนี้ จะพบว่านี่คือการ “รื้อถอนโครงสร้าง” (Deconstruction) อำนาจการกำกับดูแลบุคลากรครั้งใหญ่ที่สุด

บทความนี้จะชวนท่านผู้อ่านกางพิมพ์เขียวเปรียบเทียบ “ระบบเก่า” (ประกาศ มส. ๒๕๕๕) กับ “ระบบใหม่” (พ.ร.บ. ๒๕๖๒) เพื่อให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านจากจารีตสู่กฎหมาย ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการบริหารคนในวงการสงฆ์ไปอย่างไร

๑. ต้นธารแห่งอำนาจ: จาก “อาณัติสงฆ์” สู่ “นิติรัฐ”

  • ระบบเดิม (๒๕๕๕): อำนาจสูงสุดเปรียบเสมือนปิรามิดที่ยอดแหลมผูกติดอยู่กับ มหาเถรสมาคม (มส.) การออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นเรื่องภายในองค์กร (Internal Affairs) ตามกฎหมายสงฆ์เดิม
  • ระบบใหม่ (๒๕๖๒): เกิดการโอนย้ายอำนาจสู่ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ซึ่งมีสถานะเป็น องค์กรตามกฎหมาย (Statutory Board) แม้ประธานกรรมการจะเป็นพระเถระที่ มส. เห็นชอบ แต่ฐานอำนาจในการสั่งการนั้นถูกค้ำยันด้วย “กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ” มิใช่เพียงประกาศภายในอีกต่อไป นี่คือการยกระดับความศักดิ์สิทธิ์ของคำสั่งให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายปกครองอย่างสมบูรณ์

๒. การกระจายอำนาจ HR: จุดจบของระบบ “วันแมนโชว์”

นี่คือมิติที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของบุคลากรมากที่สุด

  • ระบบเดิม (๒๕๕๕): การแต่งตั้งถอดถอนครูอาจารย์ขึ้นอยู่กับ “ดุลยพินิจ” ของ เจ้าสำนักเรียน (เจ้าอาวาส) และเจ้าคณะผู้ปกครองในพื้นที่ หากเปรียบเป็นภาษาชาวบ้าน คือระบบที่ขึ้นอยู่กับความเมตตาหรือความพอใจของนายจ้างเป็นหลัก ทำให้เกิดความลักลั่นในมาตรฐานการจ้างงาน
  • ระบบใหม่ (๒๕๖๒): อำนาจถูกดึงกลับมาสู่ส่วนกลางผ่าน คณะกรรมการบริหารงานบุคคล (กบป.) หรือ Regulator ที่ทำหน้าที่วาง มาตรฐานกลาง (Standardization) ทั้งประเทศ การเข้าสู่ตำแหน่ง การเลื่อนขั้น หรือเงินเดือน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครชอบใคร” อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ ระบบคุณธรรม (Merit System) และมาตรฐานตำแหน่งที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

๓. องค์ประกอบผู้บริหาร: เปิดประตูรับพันธมิตร (Hybrid Model)

  • ระบบเดิม (๒๕๕๕): เป็นวงปิดที่บริหารกันเองภายในคณะสงฆ์ (Monastic-centric) โดยมีภาครัฐเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนงานธุรการ
  • ระบบใหม่ (๒๕๖๒): กศป. ถูกออกแบบให้เป็นบอร์ดบริหารแบบ ลูกผสม (Hybrid) ที่เปิดประตูให้ขุนพลภาครัฐอย่าง เลขาธิการ ก.พ., ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้ามานั่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง นัยสำคัญคือการยอม “เฉือนอำนาจ” บางส่วนให้รัฐเข้ามาช่วยกำกับ เพื่อแลกกับ “ความมั่นคง” ของงบประมาณและสวัสดิการที่ยั่งยืน

๔. การพิทักษ์สิทธิ: เมื่อ “ความยุติธรรม” จับต้องได้

  • ระบบเดิม (๒๕๕๕): เมื่อมีข้อพิพาทหรือถูกสั่งลงโทษ เส้นทางยุติธรรมมักสิ้นสุดที่เจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น ซึ่งบางครั้งผู้ร้องทุกข์อาจรู้สึกว่าเป็นระบบ “พวกพ้อง”
  • ระบบใหม่ (๒๕๖๒): กฎหมายได้มอบ “โล่” ให้แก่ เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) คือสิทธิในการ อุทธรณ์และร้องทุกข์ ต่อ กศป. และหากระเบียบสงฆ์ยังมีช่องว่าง ให้นำกฎหมายข้าราชการพลเรือนมาใช้เทียบเคียง นี่คือการดึงกระบวนการยุติธรรมของสงฆ์ให้เข้ามาอยู่ในระนาบเดียวกับมาตรฐานสากล

บทสรุป: จากเถ้าแก่สู่ CEO

การโอนย้ายอำนาจครั้งนี้ สอนให้เราเห็นสัจธรรมของการบริหารว่า “ความยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการยึดกุมอำนาจไว้ที่ตัวบุคคล แต่เกิดจากการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้”

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ระบบเดิมตามประกาศ มส. ๒๕๕๕ เปรียบเสมือนการบริหารแบบ “ธุรกิจกงสี” (Family Business) ที่อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “เถ้าแก่” (เจ้าสำนัก) จะจ้างใคร ไล่ใคร จ่ายเท่าไหร่ ก็สุดแท้แต่ความพอใจ แม้จะมีความผูกพันฉันท์ครอบครัว แต่ก็ขาดความแน่นอน

ส่วนระบบใหม่ตาม พ.ร.บ. ๒๕๖๒ เปรียบเสมือนการนำกิจการนั้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ แปรสภาพเป็น “บริษัทมหาชน” (Public Company) ที่ต้องมีบอร์ดบริหาร (กศป.) มีฝ่ายบุคคลกลาง (กบป.) มีกฎระเบียบที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้โดยผู้ถือหุ้น (รัฐ/ประชาชน)

แม้การเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ความคล่องตัวแบบเดิมหายไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้มาคือ “ความเชื่อมั่น” และ “รากฐานที่มั่นคง” ที่จะทำให้องค์กรแห่งศรัทธาลำนี้ ฝ่าคลื่นลมแห่งยุคสมัยไปได้ไกลกว่าเดิม.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *