เมื่อวิมานสั่นสะเทือน: บทเรียนการปล่อยวางจากยอดฟ้าดาวดึงส์ (จูฬตัณหาสังขยสูตร)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ธรรมทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้

เจริญพร ท่านสาธุชนผู้มีปัญญาและแสวงหาความสงบเย็นแห่งจิตใจทั้งหลาย

ในยามที่โลกหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระแสแห่งความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไหลเชี่ยวกรากพัดพาจิตใจของผู้คนให้วุ่นวายสับสน บ่อยครั้งที่เราท่านทั้งหลายต่างตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมยิ่งเราไขว่คว้าหาความสุข ใจกลับยิ่งร้อนรน? ทำไมยิ่งเราครอบครองสิ่งของได้มากเท่าไหร่ ความกลัวที่จะสูญเสียกลับยิ่งมากขึ้นเท่านั้น?”

วันนี้ อาตมภาพจะพาท่านทั้งหลาย ย้อนเวลากลับไปกว่า ๒,๕๐๐ ปี สู่บรรยากาศอันสงบรมณีย์ ณ ปราสาทของนางวิสาขา ในกรุงสาวัตถี เพื่อไปสดับรับฟังเรื่องราวอันเป็นตำนาน จาก “จูฬตัณหาสังขยสูตร” เรื่องราวที่มิได้มีเพียงหลักธรรมอันลึกซึ้ง แต่ยังแฝงไว้ด้วยปาฏิหาริย์และบทเรียนทางจิตวิทยาที่สั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

๑. ปฐมบท: คำถามจากจอมเทพ

ลองจินตนาการถึงภาพของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะจอมเทพ หรือที่เรารู้จักกันในนาม “พระอินทร์” ผู้พรั่งพร้อมด้วยทิพยสมบัติและอำนาจวาสนา แต่ทว่า… ความสุขในสวรรค์นั้นดูเหมือนจะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พระองค์จึงเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อทูลถามปัญหาที่ค้างคาพระทัยต่อพระพุทธองค์

คำถามนั้นสั้น กระชับ แต่ครอบคลุมเป้าหมายสูงสุดของชีวิตว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุต้องปฏิบัติอย่างไรโดยย่อ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา เป็นผู้มีความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์?”

ดูเถิดท่านทั้งหลาย แม้แต่เทวดาผู้เสวยสุข ก็ยังโหยหา “ทางลัด” สู่อิสรภาพทางใจ และคำตอบที่พระพุทธองค์ประทานให้นั้น เปรียบเสมือนกุญแจดอกแก้วที่ไขได้ทุกประตูแห่งความทุกข์ นั่นคือประโยคที่อาตมาได้ยกขึ้นเป็นบทอุเทศเบื้องต้นว่า “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” แปลความว่า “ธรรมทั้งปวง… ไม่ควรที่จะไปยึดมั่นถือมั่น”

๒. มัชฌิมบท: สูตรลับ ๓ ขั้นตอนสู่ใจที่อิสระ

เพียงประโยคเดียวนี้ อาจดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นต้องอาศัยความแยบคาย พระพุทธองค์จึงทรงขยายความ “กระบวนการวางใจ” ออกเป็น ๓ ขั้นตอน เพื่อให้ท้าวสักกะและพวกเราท่านทั้งหลายนำไปปฏิบัติได้จริง ดังนี้:

ขั้นที่หนึ่ง คือ “รู้ชัด” (Abhijānāti) เปรียบเสมือนการเปิดตาท่ามกลางความมืด เมื่อเราได้รับรู้สิ่งใด ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง หรือสัมผัส ให้เรา “รู้ตัว” ว่าสิ่งนั้นกำลังปรากฏอยู่ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน อย่าเพิ่งปรุงแต่ง เพียงแค่รับรู้ความมีอยู่ของมันด้วยสติที่ตื่นตัว

ขั้นที่สอง คือ “กำหนดรู้” (Parijānāti) เมื่อรู้แล้ว ให้ใช้ปัญญาเพ่งมองลงไปให้ลึกถึงเนื้อแท้ มองให้เห็นว่า สิ่งที่เรากำลังรับรู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของเรา บ้านรถของเรา หรือตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ แท้จริงแล้วมันตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา หาความยั่งยืนถาวรมิได้

ขั้นที่สาม คือจุดชี้ขาด นั่นคือ “พิจารณาที่เวทนา” (Vedanā) เมื่อจิตสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ย่อมเกิดความรู้สึกขึ้นมา คือ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือเฉย ๆ บ้าง จุดนี้แหละท่านทั้งหลาย ที่เรามักจะพลาดพลั้ง… พอสุขก็อยากดึงเข้ามาเป็น “ของฉัน” พอทุกข์ก็อยากผลักไส แต่พระพุทธองค์ทรงสอนให้มองความรู้สึกเหล่านั้นด้วยสายตาของ “ผู้ดู” มิใช่ “ผู้เป็น” ให้เห็นว่าความสุขก็แค่ปฏิกิริยาชั่วคราว ความทุกข์ก็แค่ตะกอนที่ลอยมาแล้วก็จางไป ให้พิจารณาเห็นความจางคลาย แล้ว “สละคืน” ปล่อยมันไป ไม่ยึดถือเอามาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

เมื่อทำได้ครบวงจรเช่นนี้ จิตย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่นต่อโลก และจะพบกับความเย็นสงบ ซึ่งคือนิพพานในปัจจุบันขณะ

๓. ปัจฉิมบท: แรงสั่นสะเทือนจากปลายเท้าพระมหาโมคคัลลานะ

เรื่องราวดูเหมือนจะจบลงอย่างงดงาม เมื่อท้าวสักกะทรงรับฟังและทูลลากลับสวรรค์ด้วยความปลาบปลื้ม แต่ทว่า… ธรรมชาติของสรรพสัตว์นั้น มักมาคู่กับ “ความหลงลืม”

พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้เลิศด้วยฤทธิ์ ท่านเกิดความสงสัยว่า “ท้าวสักกะฟังแล้ว เข้าใจจริงหรือเปล่า? หรือแค่รับปากส่ง ๆ แล้วก็ลืม?” ท่านจึงเหาะตามขึ้นไปพิสูจน์ความจริงถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

และภาพที่ปรากฏก็เป็นจริงดั่งคาด… เมื่อกลับถึงสวรรค์ ท้าวสักกะก็กลับไปเพลิดเพลินเจริญใจอยู่กับเหล่าเทพธิดา มัวแต่พาเที่ยวชม “เวชยันตปราสาท” อันวิจิตรตระการตา ที่มีห้องรโหฐานถึง ๗๐๐ ห้อง มีเสาประดับแก้วมณีระยิบระยับ ท้าวสักกะมัวแต่ภูมิใจนำเสนอความมั่นคงแข็งแรงและความมั่งคั่งของตน จนลืม “ธรรมะ” ที่เพิ่งฟังมาเมื่อครู่ไปเสียสนิท

เห็นดังนั้น พระมหาโมคคัลลานะจึงตัดสินใจมอบ “บทเรียน” ที่จะจารึกไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ท่านมิได้แสดงธรรมด้วยวาจา แต่แสดงด้วยการกระทำ… ท่านใช้นิ้วหัวแม่เท้า กดลงไปที่ยอดมหาปราสาทเวชยันต์ แล้วบันดาลฤทธิ์…

ครืนนนนน! ฉับพลันนั้น ปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แข็งแรงที่สุด และงดงามที่สุดในสวรรค์ ก็เกิดอาการ “สั่นสะเทือน เลื่อนลั่น หวั่นไหว” โอนเอนไปมาประหนึ่งไม้ระเนระนาดที่ต้องพายุ ความตระหนกตกใจ หรือที่เรียกว่า “สังเวคธรรม” ได้พุ่งเข้าจับขั้วหัวใจของท้าวสักกะและเหล่าเทวดาทันที ขนลุกชูชันด้วยความหวาดหวั่นว่า “โอ… แม้แต่วิมานทิพย์ที่ดูมั่นคงปานนี้ ก็ยังไม่เที่ยงแท้หนอ ยังสั่นคลอนได้เพียงแค่ปลายเท้าของพระเถระ”

ในวินาทีที่ความยึดติดในวัตถุพังทลายลงนั่นเอง สติปัญญาจึงหวนกลับคืนมา ท้าวสักกะจึงได้ระลึกรู้ถึงธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสอน เรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่นอีกครั้ง

๔. สรุป: เขย่าวิมานในใจตน

ท่านสาธุชนทั้งหลาย… เรื่องราวของท้าวสักกะ และเวชยันตปราสาท มิใช่นิทานปรัมปราที่ไกลตัว แต่มันคือภาพสะท้อนชีวิตจริงของพวกเราทุกคนในยุคปัจจุบัน

ลองมองดูชีวิตของท่านเถิด… พวกเราทุกคนต่างกำลังเพียรพยายามสร้าง “เวชยันตปราสาท” ของตัวเองกันอยู่มิใช่หรือ? บางคนสร้างปราสาทด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน บางคนสร้างปราสาทด้วยบ้านหลังโต รถคันหรู บางคนสร้างปราสาทด้วยยอดไลก์ ยอดผู้ติดตาม หรือสถานะทางสังคม เราทุ่มเทแรงกายแรงใจ ก่ออิฐทีละก้อน ฉาบปูนทีละชั้น ด้วยความหวังว่า สิ่งนี้แหละคือความมั่นคง สิ่งนี้แหละคือความสุขที่ถาวร

แต่ท่านสาธุชนทั้งหลาย.. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดของชีวิต มิใช่การที่เรามีสิ่งของเหล่านั้น เรามีได้ เราใช้ได้ เราสร้างได้… แต่ความผิดพลาดคือการที่เรา “หลง” คิดว่ามันจะตั้งอยู่ตลอดไป และ “ยึด” เอาไว้ว่าเป็นตัวเรา ของเรา อย่างเหนียวแน่น

จงดูท้าวสักกะเป็นตัวอย่าง ขนาดวิมานทิพย์ที่แข็งแกร่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กของโลกมนุษย์นับพันเท่า ยังสั่นคลอนได้ในพริบตา แล้วนับประสาอะไรกับเกียรติยศชื่อเสียง หรือร่างกายเนื้อหนังมังสาของเรา ที่เปราะบางดุจฟองคลื่น

อย่ารอให้ชีวิตส่ง “พระมหาโมคคัลลานะ” ในคราบของ “วิกฤตการณ์” มาเขย่าวิมานของท่าน อย่ารอให้มะเร็งร้ายมาเขย่าร่างกาย อย่ารอให้เศรษฐกิจพังทลายมาเขย่าทรัพย์สิน หรืออย่ารอให้การสูญเสียพลัดพรากมาเขย่าคนรัก… แล้วท่านค่อยมารู้สึกตัวในวันที่สายเกินไป

ขอให้ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา “เขย่าเตือนสติของตนเอง” เสียตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ หมั่นบอกกับตัวเองเสมอว่า… “สิ่งนี้หนอ งดงามแต่ไม่ยั่งยืน” “ตำแหน่งนี้หนอ มีเกียรติแต่ก็เสื่อมถอยได้” “ร่างกายนี้หนอ แข็งแรงแต่ก็ต้องเจ็บป่วยในวันหนึ่ง”

จงฝึก “ศิลปะในการครอบครอง” แบบผู้ตื่นรู้ คือ “มือถือเอาไว้ แต่ใจไม่เกาะเกี่ยว” ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สมบัติเพื่อสร้างบุญกุศลทำความดีงาม แต่อย่าให้ทรัพย์สมบัติมาเป็นเจ้านายบงการชีวิต มีความรักความผูกพันกับคนรอบข้างได้ แต่ต้องเผื่อใจไว้รับความเปลี่ยนแปลงเสมอ

เมื่อใดที่ท่านฝึกใจให้วางลงได้เช่นนี้… “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย – ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” เมื่อนั้น… ต่อให้โลกภายนอกจะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเพียงใด ต่อให้พายุชีวิตจะพัดกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน วิมานที่แท้จริง คือ “จิตใจ” ของท่าน จะยังคงตั้งมั่น สงบเย็น เป็นอิสระ และไม่หวั่นไหว ดุจดั่งภูผาศิลาแท่งทึบ

ขออานุภาพแห่งพระสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว จงเป็นประทีปส่องสว่าง นำทางจิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย ให้ก้าวข้ามความยึดติดถือมั่น พบกับความเบาสบายแห่งการปล่อยวาง และเข้าถึงความสุขอันไพบูลย์ คือพระนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้ ทุกท่านทุกคน เทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *