เปลี่ยน ‘ศรัทธา’ ให้เป็น ‘ระบบ’: ผ่ากลไกธรรมาภิบาลการเงินและการตรวจสอบภายในในสถานศึกษาสงฆ์ยุคใหม่

ภายใต้กระแสธารแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็น “นิติรัฐ” ของวงการการศึกษาสงฆ์ไทย การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิได้เป็นเพียงหมุดหมายของการรับรองวุฒิการศึกษาเท่านั้น หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนา “ธรรมาภิบาลทางการเงิน” (Financial Governance) ครั้งสำคัญ

กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการทรัพยากรที่รัฐอุดหนุน ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงทางการคลังและเปลี่ยน “ศรัทธา” ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นเชิงระบบ” อย่างยั่งยืน บทความนี้ขอเชิญชวนผู้อ่านร่วมวิเคราะห์กลไกดังกล่าวผ่าน ๓ มิติสำคัญ ดังนี้

๑. จากบัญชีครัวเรือนสู่มาตรฐานสากล (Accountability Framework)

หัวใจสำคัญในมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการยกระดับมาตรฐานบัญชีของสถานศึกษาพระปริยัติธรรม—ไม่ว่าจะเป็นสำนักเรียน สำนักศาสนศึกษา หรือโรงเรียน—ให้ก้าวข้ามระบบดั้งเดิมสู่ระบบมาตรฐานที่ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) กำหนด

  • พันธสัญญาแห่งการรายงาน: สถานศึกษาไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดการเรียนการสอน แต่มีพันธกิจต้องรายงานผลการตรวจสอบภายใน ทั้งด้านการเงิน บัญชี และพัสดุ ต่อคณะกรรมการ กศป. อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง นี่คือการสร้าง Loop ของความรับผิดชอบ (Accountability Loop) ที่ชัดเจน
  • ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism): กฎหมายได้วางกลไกให้มี “ผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ” ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา เพื่อประกันความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ตัวเลขทางบัญชีสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

๒. กลุ่มตรวจสอบภายใน: เกราะป้องกันความเสี่ยง (Risk Shield)

ในระดับปฏิบัติการ เชิงโครงสร้างได้มีการกำหนดบทบาทของ “กลุ่มตรวจสอบภายใน” (เช่น ในสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง) ให้ทำหน้าที่เสมือน “Immune System” หรือระบบภูมิคุ้มกันขององค์กร

  • สถาปนิกผู้วางระบบ: ไม่ใช่เพียงแค่จับผิด แต่มีหน้าที่ “วางระบบควบคุมภายใน” และวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินพัสดุให้ถูกต้องแม่นยำ
  • นักบริหารความเสี่ยง (Risk Manager): บทบาทที่ท้าทายกว่าการตรวจสอบตัวเลข คือการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงานและโครงการต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามนโยบายที่ กศป. กำหนดหรือไม่ เพื่อปิดช่องว่างความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

๓. การเปลี่ยนผ่านอำนาจ: จาก ‘ดุลยพินิจ’ สู่ ‘ระบบมาตรฐาน’

จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจที่สุดคือการลดบทบาทของ “ระบบดุลยพินิจ” (Discretion-based) ที่เคยขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักเรียน ซึ่งในอดีตอาจสร้างความเปราะบางหากขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน มาสู่ “ระบบมาตรฐาน” (Standard-based) ที่เข้มแข็ง

  • นิติธรรมทางการเงิน: การมีกฎหมายรองรับและระเบียบที่ชัดเจน (เช่น ข้อบังคับ กศป. ปี ๒๕๖๗) ทำให้สถานศึกษาสงฆ์มีสถานะเป็นหน่วยงานที่รัฐรับรองและกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ
  • เพดานมาตรฐานภาครัฐ: การที่งบประมาณต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ภายใต้เงื่อนไข “ความเหมาะสมและจำเป็น” ทำให้การใช้จ่ายเงินของวัดและโรงเรียนพระปริยัติธรรม ถูกยกระดับให้มีมาตรฐานเทียบเท่าหน่วยงานราชการ ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มวินัยทางการคลัง

บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ธรรมาภิบาลคือลมหายใจใหม่ของศรัทธา

การนำสถานศึกษาสงฆ์เข้าสู่ระบบการตรวจสอบที่เข้มงวด มิใช่การสร้างภาระทางธุรการ แต่คือการ “ติดอาวุธด้านความโปร่งใส” ให้แก่สถาบันสงฆ์ เมื่อระบบบัญชีแม่นยำและการพัสดุโปร่งใส สิ่งที่ตามมาคือความเชื่อมั่นจากทั้งพุทธศาสนิกชนและรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนทรัพยากรเพื่อสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

บทสรุปและอุปมาทัศน์

กลไกธรรมาภิบาลตามมาตรา ๑๙ แห่ง พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ คือเครื่องมือเปลี่ยนผ่านจาก “การบริหารแบบจารีต” สู่ “ความเป็นมืออาชีพ” ที่จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

เดิมที การบริหารการเงินของสถานศึกษาอาจเปรียบเสมือน “การเดินเรือด้วยการดูดาวและสัญชาตญาณ” (ใช้ดุลยพินิจและประสบการณ์ส่วนตัว) ซึ่งอาจหลงทางได้ง่ายเมื่อพายุเข้า แต่การวางระบบบัญชีและการตรวจสอบภายใน คือการติดตั้ง “เข็มทิศดิจิทัล” (มาตรฐานการเงิน) และ “มาตรวัดเชื้อเพลิงที่แม่นยำ” (ระบบตรวจสอบพัสดุ) อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้กัปตันเรือ (ผู้บริหารสถานศึกษา) สามารถนำพาผู้โดยสาร (ศาสนทายาท) ฝ่าคลื่นลมไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องพะวงว่าจะหลงทิศหรือเชื้อเพลิงหมดกลางมหาสมุทรแห่งการเปลี่ยนแปลงครับ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *