เปลือกนอกไม่สำคัญเท่าเนื้อใน: ถอดรหัส ‘มหาอัสสปุรสูตร’ สู่ความเป็นคนจริงผู้เหนือโลก

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

สมโณ อัสสะ สมาหิโต (ผู้มีใจตั้งมั่น ชื่อว่าเป็นสมณะ)

เจริญพร ท่านสาธุชนผู้แสวงหาความจริงของชีวิตทุกท่าน

ท่ามกลางกระแสโลกที่เชี่ยวกรากในปัจจุบัน เรามักตัดสินคุณค่าของคนจากสิ่งที่ตาเห็น เรามองดูเสื้อผ้าที่สวมใส่ ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ต่อท้ายชื่อ หรือภาพลักษณ์ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดีย เรามักถามกันว่า “คนนี้เป็นใคร?” “ทำอาชีพอะไร?” หรือ “มียศตำแหน่งใด?”

แต่ในยามที่ความเงียบเข้าปกคลุมจิตใจ เคยมีสักวูบหนึ่งไหมที่ท่านทั้งหลายตั้งคำถามกับตัวเองว่า… “อะไรคือแก่นแท้ของความเป็นคนจริง?” หรือในทางธรรม เราอาจถามว่า “อะไรคือสิ่งที่แยกผู้แสวงหาความพ้นทุกข์ ออกจากคนธรรมดาสามัญ?”

วันนี้ อาตมภาพจะพาท่านทั้งหลายย้อนเวลากลับไปสู่สมัยพุทธกาล ณ นิคมชื่อว่า “อัสสปุระ” แคว้นอังคะ เพื่อไปสดับรับฟังพระธรรมเทศนาที่เปรียบเสมือนกระจกบานใหญ่ ที่พระพุทธองค์ทรงยกขึ้นส่องสะท้อนให้เห็น “เนื้อแท้” ของความเป็นมนุษย์ ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “มหาอัสสปุรสูตร”

๑. เปลือกนอกมิใช่คำตอบ

ณ ดินแดนแห่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาเตือนสติ ด้วยถ้อยคำที่คมคายยิ่งนัก พระองค์ตรัสว่า… “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ประชาชนเขารู้จักพวกเธอ ว่าเป็น ‘สมณะ’ (นักบวช) และตัวเธอเอง เมื่อถูกใครถาม ก็ปฏิญญาตนว่า ‘เราเป็นสมณะ’…”

แต่การมีชื่อเรียกเช่นนี้ หรือการครองผ้ากาสาวพัสตร์เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ใครคนหนึ่งเป็นสมณะที่แท้จริงได้ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า หากเราเพียงแค่เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ใจยังรกรุงรังด้วยกิเลส การบวชนั้นก็เป็นเพียงการแสดงละครฉากหนึ่ง และข้าวแดงแกงร้อนที่ชาวบ้านเขาศรัทธาถวายมา ก็จะเป็นหนี้ก้อนโตที่เราต้องชดใช้

ดังนั้น ภารกิจที่แท้จริง คือการทำ “สมณธรรม” ให้เกิดขึ้นในใจ เพื่อให้ชื่อที่เราเรียกตัวเองนั้น เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องลวงโลก

๒. รากฐานแห่งอริยชน: ความละอายที่งดงาม

บันไดขั้นแรกที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ มิใช่การเหาะเหินเดินอากาศ หรือการแสดงปาฏิหาริย์ใด ๆ แต่คือคุณธรรมพื้นฐานที่เรียกว่า “หิริและโอตตัปปะ”

หิริ คือ ความละอายใจต่อการทำชั่ว ละอายที่จะปล่อยให้ใจสกปรก โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อผลร้ายที่จะตามมาของบาป

เปรียบเหมือนคนที่รักความสะอาด ย่อมรังเกียจที่จะเอามือไปจับของเน่าเหม็น ผู้ปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ย่อมขยะแขยงต่อการทุจริตทั้งปวง แต่พระองค์ทรงเตือนว่า “อย่าเพิ่งพอใจอยู่เพียงแค่นี้” อย่าคิดว่ามีหิริโอตตัปปะแล้วคือที่สุด เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีกิจที่ยิ่งกว่านี้ ประณีตกว่านี้ รอเราอยู่

๓. ความโปร่งใสที่ไร้ที่ติ (กาย วาจา ใจ และอาชีพ)

เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว พระพุทธองค์ทรงให้นักปฏิบัติก้าวเข้าสู่กระบวนการ “ชำระความโปร่งใส” ใน ๔ มิติ ลองสำรวจดูตนเองเถิด…

  • ทางกาย: การกระทำของเราสะอาดไหม? มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือมีลับลมคมในหรือไม่?
  • ทางวาจา: คำพูดของเราเชื่อถือได้เพียงใด? และที่สำคัญที่สุด พระองค์ทรงเน้นย้ำเรื่อง “การไม่ยกตนข่มท่าน” สมณะที่แท้จริงต้องไม่ใช้ความดีของตัวเอง เป็นอาวุธไปทิ่มแทงคนอื่น ไม่พูดว่า “ฉันถือศีลเคร่งกว่าเธอ” “ฉันดีกว่าเธอ” ความดีที่แท้จริงต้องมาพร้อมความอ่อนน้อม มิใช่ความถือตัว
  • ทางใจ: ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัว เป็นความคิดที่เกื้อกูล หรือเป็นความคิดที่พยาบาท?
  • ทางอาชีพ: เราเลี้ยงชีพชอบหรือไม่? มีความคดโกงหลอกลวงเจือปนหรือไม่?

ความบริสุทธิ์ใน ๔ ด้านนี้ คือเกราะป้องกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งกว่าเครื่องรางของขลังใด ๆ

๔. ศิลปะการใช้ชีวิตของผู้ตื่น

ลำดับต่อมา คือการบริหารจัดการ “อินทรีย์” หรือทวารทั้ง ๖ พระองค์ทรงเปรียบให้เราเป็นดั่ง “นายทวารบาล” ผู้เฝ้าประตูเมือง (ร่างกาย) เมื่อตาเห็นรูป… อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าชอบหรือชัง เมื่อหูได้ยินเสียง… อย่าเพิ่งปล่อยให้อารมณ์ไหลตามเสียงนั้น ให้มีสติระลึกรู้ กันกิเลสไว้ที่หน้าประตู ไม่ให้มันบุกรุกเข้ามาเผาผลาญใจ

รวมถึงการรู้จักประมาณในการกิน กินเพื่ออยู่ กินเพื่อรักษาชีวิตให้ทำความดี ไม่ใช่กินเพื่อความสนุกสนาน หรือกินเพื่อประดับประดาร่างกายให้สวยงาม

และจงเป็น “ผู้ตื่น” อยู่เสมอ คำว่า “ตื่น” ในที่นี้ มิใช่เพียงแค่ลืมตา แต่หมายถึงใจที่ตื่นตัว ชำระนิวรณ์เครื่องกั้นความดีออกจากใจตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

๕. ปลดล็อกพันธนาการทั้ง ๕ (จุดพีคของใจ)

สาธุชนทั้งหลาย… สิ่งที่ขวางกั้นเราจากความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่เจ้านาย ไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่คือ “นิวรณ์ ๕” ที่นอนก้นอยู่ในใจ พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบไว้อย่างน่าขนลุกและเห็นภาพชัดเจนที่สุด

๑. กามฉันทะ (ความอยากได้) เปรียบเหมือน “คนเป็นหนี้” คนที่อยากได้โน่นอยากได้นี่ ใจมันจะร้อนรน ต้องคอยพะเน้าพะนอหามาสนอง เหมือนลูกหนี้ที่ต้องคอยก้มหัวให้เจ้าหนี้ ไม่มีอิสระ

๒. พยาบาท (ความโกรธแค้น) เปรียบเหมือน “คนป่วยหนัก” คนขี้โกรธ คือคนป่วยทางใจ อาหารทิพย์วางอยู่ตรงหน้าก็กินไม่ลง ความสุขมีอยู่รอบตัวก็สัมผัสไม่ได้ เพราะความโกรธมันทำให้ใจขมขื่นไปหมด เหมือนคนป่วยหนัก แม้จะมีอาหารรสเลิศ ก็รับรู้ถึงความอร่อยไม่ได้

๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่ ซึมเซา) เปรียบเหมือน “คนติดคุก” วันนักขัตฤกษ์ คนอื่นเขาไปเที่ยวเฉลิมฉลองกัน แต่คนติดคุกไปไหนไม่ได้ เหมือนใจที่หดหู่ มันขังเราไว้ในความมืด ปิดกั้นศักยภาพ ปิดกั้นโอกาสดีๆ ของชีวิต

๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน) เปรียบเหมือน “ทาส” ทาสไม่มีสิทธิ์เลือกจะทำอะไรตามใจฉัน ต้องทำตามคำสั่งนาย ทาสชื่อ “ความฟุ้งซ่าน” สั่งให้เราคิดเรื่องอดีต เราก็ต้องคิด สั่งให้กังวลเรื่องอนาคต เราก็ต้องกังวล หาความสงบไม่ได้เลย

๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เปรียบเหมือน “คนเดินทางไกลในทางกันดาร” จะไปซ้ายหรือขวา? ข้างหน้ามีโจรไหม? หวาดระแวง ไม่มั่นใจ ก้าวไม่ออก ย่ำอยู่กับที่ ไม่ถึงจุดหมายสักที

แต่เมื่อใดก็ตาม… ที่เราเพียรเผากิเลสเหล่านี้จนมอดไหม้ เมื่อใจสลัด “หนี้” แห่งความอยากออกไป เมื่อใจรักษา “โรค” แห่งความโกรธจนหาย เมื่อใจพัง “กรงขัง” แห่งความหดหู่ เมื่อใจปลดปล่อยตนเองจากการเป็น “ทาส” ของความคิด และเมื่อใจข้ามพ้น “ทางกันดาร” แห่งความสงสัย

วินาทีนั้น… ความเบา สบาย อิสระ และความเกษมสานต์ ย่อมบังเกิดขึ้น เปรียบดั่งคนที่เป็นไทแก่ตัวอย่างสมบูรณ์!

บทสรุป: จงเป็น ‘คนจริง’

ท่านสาธุชนผู้มีปัญญาทั้งหลาย… มหาอัสสปุรสูตรนี้ มิได้มีไว้เพียงเพื่อให้พระภิกษุฟังเท่านั้น แต่คือ “แผนที่ชีวิต” ของพวกเราทุกคน

อาตมภาพขอย้ำเตือนท่านทั้งหลายว่า… “ความเป็นสมณะ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ยูนิฟอร์ม” ท่านไม่จำเป็นต้องโกนหัว ไม่จำเป็นต้องห่มผ้าเหลือง ถึงจะเป็นผู้สงบ (สมณะ) ได้ ท่านสามารถเป็น “คนเหนือโลก” ได้ แม้จะนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แม้จะสวมชุดสูท หรือสวมชุดชาวนา

ขอเพียงแค่ท่าน… มี “ความละอาย” ที่จะเอาเปรียบผู้อื่น มี “ความสะอาด” ในกาย วาจา และใจ ไม่แทงใครข้างหลัง มี “สติ” เฝ้าประตูใจ ไม่ให้ขยะทางอารมณ์ไหลเข้า และที่สำคัญที่สุด… จงเพียรพยายามปลดหนี้ ปลดแอก ออกจากคุกแห่งนิวรณ์ ๕

ในทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา อย่าถามตัวเองแค่ว่า “วันนี้จะใส่ชุดอะไร?” แต่จงถามใจตัวเองว่า “วันนี้… ใจของเราสะอาดพอที่จะเรียกว่า ‘ผู้สงบ’ ได้หรือยัง?”

อย่าปล่อยให้ชีวิตเป็นเพียงแค่เปลือกที่สวยงาม แต่ข้างในกลวงโบ๋ จงสร้าง “เนื้อใน” ให้แกร่ง ให้แน่น ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อนั้น ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน สถานะใด ท่านคือ “คนจริง” ท่านคือ “อริยชน” ผู้เดินอยู่บนหนทางแห่งความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ขออานุภาพแห่งพระสัทธรรม จงชำระล้างจิตใจของท่านให้ผ่องใส ปราศจากหนี้ ปราศจากโรค ปราศจากเครื่องพันธนาการ เข้าถึงความสงบเย็นแห่งพระนิพพานโดยทั่วกันทุกท่านเทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *