รื้อถอนกระดานดำ ปักธงปัญญา: เมื่อครูพระยุคใหม่ต้องเป็นมากกว่า ‘ผู้สอน’ สู่บทบาท ‘วิศวกรแห่งการเรียนรู้’

ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่คลื่นแห่งเทคโนโลยีถาโถมเข้าใส่ทุกสถาบันทางสังคม การศึกษาสงฆ์ไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง นั่นคือการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) ของผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะ

จากภาพจำเดิมของครูผู้ยืนหน้าชั้นและ “บรรยายความรู้” (Lecturer) ป้อนข้อมูลฝ่ายเดียว วันนี้บริบทโลกบีบคั้นให้ต้องยกระดับสู่บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่า นั่นคือการเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (Learning Facilitator) ผู้ทำหน้าที่ออกแบบและบริหารจัดการให้ปัญญางอกงามขึ้นในใจผู้เรียน

บทความนี้จะพาไปสำรวจมาตรการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ ๓ ประการ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของห้องเรียนพระปริยัติธรรมไปตลอดกาล

๑. จากระบบ ‘พี่สอนน้อง’ สู่ความเป็น ‘มืออาชีพ’

รากฐานสำคัญของการปฏิรูปมิได้อยู่ที่ตัวอาคาร แต่อยู่ที่ “ทุนมนุษย์” ยุทธศาสตร์ใหม่มุ่งเน้นการรื้อถอนระบบการสอนแบบจารีตเดิมที่เรียกว่า “ระบบพี่สอนน้อง” ซึ่งแม้จะอบอุ่นแต่ขาดมาตรฐานที่แน่นอน ไปสู่ระบบที่มีโครงสร้างวิชาชีพรองรับอย่างชัดเจน กล่าวคือ

  • เฟ้นหาและรักษาคนเก่ง (Talent Management): การสร้างแรงจูงใจมิใช่เรื่องทางโลกที่ควรละเลย แต่เป็นกลไกจำเป็นในการดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูง ผ่านโครงสร้างเงินเดือนและเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) เพื่อให้ครูพระสามารถดำรงตนและทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่
  • ลำดับขั้นแห่งความเชี่ยวชาญ: มีการกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อพัฒนาครูใน ๓ ระดับ (ต้น-กลาง-สูง) ครอบคลุมทั้งแผนกธรรม-บาลี และสามัญศึกษา เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่รู้ลึกและรู้จริง
  • ดีเอ็นเอใหม่ ‘Facilitator’: หัวใจสำคัญคือการบ่มเพาะทักษะการออกแบบระบบการเรียนรู้ ที่เอื้อให้นักเรียนสามารถ “กำกับการเรียนรู้ของตนเอง” (Self-regulated learning) ได้ เพื่อให้พวกเขายืนหยัดศึกษาหาความรู้ได้ตลอดชีวิต

๒. นิเวศการเรียนรู้ใหม่: เมื่อห้องเรียนไร้ขีดจำกัด

เมื่อบทบาทคนเปลี่ยน สภาพแวดล้อมก็ต้องเปลี่ยนตาม มาตรการนี้มุ่งเน้นการปฏิรูป “พื้นที่” และ “วิธีการ” ให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ ได้แก่

  • Student-Centric 4.0: เลิกยึดครูเป็นศูนย์กลาง แต่ให้ผู้เรียนเป็นพระเอก โดยครูถอยออกมาทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบกระบวนการ (Process Designer) และจัดเตรียมทรัพยากรให้พร้อมสรรพ
  • ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom): การยกระดับสู่ยุคดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ครูพระต้องมีความรอบรู้ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทันสมัยและดึงดูดความสนใจของศาสนทายาทรุ่นใหม่
  • เครือข่ายแห่งปัญญา: บูรณาการระบบ “ติวเตอร์” เชื่อมโยงความรู้เชิงลึกจากโรงเรียนสามัญที่มีศักยภาพสูง โดยครูปริยัติธรรมทำหน้าที่เป็น “สะพาน” (Bridge) ประสานและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งความรู้ชั้นเลิศเหล่านั้นได้อย่างไร้รอยต่อ

๓. หมุดหมายแห่งความสำเร็จ: วัดผลที่ ‘คน’

เพื่อให้การปฏิรูปไม่เป็นเพียงแผนงานในกระดาษ ยุทธศาสตร์นี้ได้กำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และท้าทาย ได้แก่

  • สร้างกองหน้าแห่งการเปลี่ยนแปลง: กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณในการปั้นครูให้เป็น “ต้นแบบผู้อำนวยการการเรียนรู้” (Learning Facilitator) ในแผนกสามัญศึกษาอย่างต่อเนื่อง จำนวน ๕๐ รูป/คน ต่อปี เพื่อให้เป็นหัวหอกในการขยายผล
  • การประเมินฐานสมรรถนะ: เปลี่ยนเกณฑ์การวัดผลจากการดูวุฒิการศึกษา มาเป็นการประเมินว่าครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ “อำนวยความสะดวก” ให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพได้จริงตามเกณฑ์หรือไม่

บทสรุป

ภาพรวมของมาตรการเหล่านี้ คือการเปลี่ยนสถานะของครูจาก “เจ้าของความรู้” มาเป็น “วิศวกรผู้ออกแบบการเรียนรู้” ที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่บอกเล่าเนื้อหา แต่มีหน้าที่สร้างพื้นที่และกระบวนการให้พุทธศาสนทายาทสามารถเข้าถึง “พุทธธรรมปัญญา” ได้ด้วยตนเอง

ระบบการศึกษาเดิม ครูเปรียบเสมือน “เจ้าของสวนผลไม้” ที่คอยเก็บผลไม้ (ความรู้) มาปอกและป้อนใส่ปากเด็กทีละคำ เด็กอาจจะอิ่ม แต่หาอาหารเองไม่เป็น แต่การเป็น ผู้อำนวยการการเรียนรู้ (Learning Facilitator) คือการผันตัวมาเป็น “รุกขกร” (Arborist) หรือนักศัลยกรรมต้นไม้ ผู้เชี่ยวชาญ หน้าที่ของรุกขกรไม่ใช่การสร้างใบไม้แทนต้นไม้ แต่คือการปรุงดินให้สมบูรณ์ จัดทิศทางแสงแดด และวางระบบน้ำ (สภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีดิจิทัล) เพื่อเอื้ออำนวยให้ต้นไม้ (ผู้เรียน) สามารถหยั่งราก ดูดซับอาหาร และเจริญเติบโตผลิดอกออกผลได้เอง ตามศักยภาพสูงสุดของพันธุ์ไม้นั้น ๆ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นี่คือวิถีทางเดียวที่จะสร้างศาสนทายาทที่เข้มแข็ง พอที่จะแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแก่สังคมในอนาคตได้

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *