เมื่อครูไม่ได้มีหน้าที่แค่ ‘สอน’: พลิกโฉมการศึกษาสงฆ์สู่ยุค ‘นักสถาปัตยกรรมทางปัญญา’ (Learning Facilitator)

ท่ามกลางกระแสธารแห่งเทคโนโลยีที่เชี่ยวกรากในศตวรรษที่ ๒๑ สถาบันทางสังคมทุกแห่งต่างถูกบีบคั้นให้ปรับตัวขนานใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง “วงการการศึกษาพระปริยัติธรรม” โจทย์สำคัญในวันนี้ไม่ใช่เพียงคำถามที่ว่า เราจะสอนอะไร แต่คือคำถามที่ท้าทายยิ่งกว่าว่า “เราจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมายได้อย่างไร?”

ความท้าทายนี้ผลักดันให้เกิดภารกิจ “Re-imagining” หรือการจินตนาการภาพใหม่ของบุคลากรสายผู้สอน โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนผ่านสถานะจาก “ผู้บรรยายความรู้” (Lecturer) ไปสู่บทบาทใหม่ที่ทรงพลังกว่า นั่นคือ “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (Learning Facilitator)

๑. การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์: มากกว่าแค่การเปลี่ยนชื่อ

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การศึกษาพระปริยัติธรรมฉบับใหม่ คำว่า “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” มิใช่เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรู หากแต่คือนัยสำคัญของการรื้อถอนโครงสร้างการสอนแบบเดิมที่เน้นเนื้อหา (Content-based) ไปสู่การเน้นกระบวนการ (Process-based)

  • คืนอำนาจสู่ผู้เรียน: บทบาทใหม่นี้เรียกร้องให้ครูพระต้องมีความสามารถในการออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ ที่เอื้อให้นักเรียน (สามเณร/ฆราวาส) สามารถ “กำกับการเรียนรู้ของตนเอง” (Self-directed Learning) ได้
  • ก้าวข้ามกำแพงเดิม: เป้าหมายมิใช่เพียงการผลิตผู้รู้จำคัมภีร์ แต่คือการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสร้าง “ศาสนทายาทคุณภาพ” ผู้ซึ่งสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้กับโจทย์ที่ซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ได้

๒. ยุทธศาสตร์เฟ้นหาและเจียระไน “ครูพระพันธุ์ใหม่”

การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง จำเป็นต้องมีพิมพ์เขียวที่ชัดเจน แผนยุทธศาสตร์จึงได้วางกลไกการบริหารจัดการบุคลากรไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อดึงดูด “หัวกะทิ” ให้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนวงล้อแห่งธรรมจักร กล่าวคือ

  • ระบบคัดสรรที่เข้มข้น: เน้นการดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงเข้าสู่ระบบ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางวิชาชีพ (Career Path) และค่าตอบแทนที่สมศักดิ์ศรี เพื่อให้ “ครูพระ” เป็นอาชีพที่มีเกียรติและเลี้ยงชีพได้จริง
  • การยกระดับสมรรถนะ: มีกระบวนการ Upskill และ Reskill อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่จะปั้นบุคลากรต้นแบบในฐานะ Learning Facilitator ให้ได้อย่างน้อยปีละ ๕๐ รูป/คน เพื่อเป็นหัวหอกในการนำร่องความเปลี่ยนแปลงในแผนกสามัญศึกษา

๓. ดีเอ็นเอใหม่ของนักจัดการเรียนรู้

ครูผู้จะก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” ตามมาตรฐานใหม่ จำเป็นต้องบ่มเพาะสมรรถนะที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ได้แก่

  1. Architect of Learning (นักออกแบบ): ไม่ใช่แค่ถือตำราเข้าห้องสอน แต่ต้องสามารถออกแบบกระบวนการที่ “เชื่อมโลกธรรมเข้ากับโลกจริง” ให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพุทธธรรมกับวิถีชีวิต
  2. Master Motivator (นักสร้างแรงบันดาลใจ): เปลี่ยนความเบื่อหน่ายในการท่องจำ ให้กลายเป็น “ความกระหายใคร่รู้” (Growth Mindset) กระตุ้นให้พุทธศาสนทายาทมีความสุขและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรียน
  3. Digital Bridge (ผู้เชื่อมโยงเทคโนโลยี): มีทักษะในการผสานนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ใช้มันเพื่อขยายขอบเขตของปัญญา

บทสรุป

การเปลี่ยนผ่านบทบาทสู่การเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” คือการวางรากฐานที่สำคัญที่สุด เพื่อประกันว่าศาสนทายาทของเราจะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับ “ทักษะชีวิต” ที่แข็งแกร่ง ไม่เปราะบางต่อกระแสโลก

ในอดีต ครูอาจเปรียบเสมือน “ผู้ยืนบรรยายแผนที่อยู่ตีนเขา” คอยพร่ำบอกว่ายอดเขาสวยงามอย่างไร เส้นทางเป็นแบบไหน แต่ครูยุคใหม่ในฐานะ Learning Facilitator คือ “ผู้นำทางบนยอดเขา” (Mountain Guide) ผู้ซึ่งไม่ได้แบกสัมภาระแทน หรือเดินแทนผู้เรียน แต่ทำหน้าที่จัดเตรียมอุปกรณ์ที่ทันสมัย แนะนำเส้นทางที่ปลอดภัย และคอยกระตุ้นเตือนเมื่อผู้เรียนท้อถอย เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้สองเท้าของตนเอง ก้าวข้ามอุปสรรค และปีนป่ายขึ้นไปสัมผัสความงดงามแห่งปัญญาบนยอดเขาได้ด้วยความภาคภูมิใจของตนเอง

นี่คือพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ของการศึกษาสงฆ์ไทย ในการเปลี่ยนผู้เรียนจาก “ผู้รับ” ให้กลายเป็น “ผู้แสวงหา” อย่างแท้จริง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *