ออกแบบชีวิตลิขิตภพชาติ: ถอดรหัส ‘สาเลยยกสูตร’ เมื่อพระพุทธองค์ทรงมอบสูตรโกงความตาย (ที่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
กัมมุนา วัตตะตี โลโกติ (สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม)
เจริญพร ท่านสาธุชนผู้แสวงหาความจริงของชีวิตทุกท่าน
ท่ามกลางกระแสธารแห่งชีวิตที่เชี่ยวกราก เคยมีสักวูบหนึ่งไหมที่ท่านทั้งหลายตั้งคำถามกับความไม่เท่าเทียมของโลกใบนี้? ทำไมมนุษย์เราเกิดมาจึงมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว? บางคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีพร้อมทั้งรูปสมบัติและปัญญาประดุจเทพสร้าง ในขณะที่บางคนกลับลืมตาดูโลกในสลัมที่มืดมิด ต้องปากกัดตีนถีบตั้งแต่วินาทีแรกของลมหายใจ
เรามักเรียกสิ่งนี้ว่า “โชคชะตา” หรือ “ความบังเอิญ” แต่ในทางพระพุทธศาสนา คำว่า “บังเอิญ” ไม่มีอยู่จริงในพจนานุกรมของธรรมชาติ ทุกผลลัพธ์ย่อมมีสมการของเหตุปัจจัยรองรับเสมอ
วันนี้ อาตมภาพจะพาท่านทั้งหลายย้อนเวลากลับไปสู่หมู่บ้านพราหมณ์แห่งหนึ่งชื่อว่า “สาละ” ในแคว้นโกศล ณ ที่แห่งนั้น มีการบันทึกบทสนทนาที่เปรียบเสมือนการ “ถอดรหัสอัลกอริทึม” ของจักรวาล ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “สาเลยยกสูตร”
๑. คำถามท้าทายจากพราหมณ์หนุ่ม
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเหล่าพราหมณ์และคฤหบดีชาวสาละ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเขาไม่ได้ถามเรื่องการเมือง หรือเรื่องปากท้อง แต่ถามคำถามที่ลึกซึ้งที่สุดในชีวิตมนุษย์ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้วต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก? และอะไรเป็นเหตุให้สัตว์บางพวก ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์?”
ท่านทั้งหลายลองตรองดูเถิด นี่คือคำถามที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยเฝ้าค้นหาคำตอบ พระพุทธองค์มิได้ทรงตอบด้วยเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือการอ้อนวอนร้องขอต่อเทพเจ้าองค์ใด แต่พระองค์ทรงชี้ลงไปที่จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือ “ความประพฤติ” (Cariya)
พระองค์ตรัสว่า เหตุที่คนไปดีหรือไปร้าย ขึ้นอยู่กับว่าเขาดำเนินชีวิตด้วย “ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ” (วิสมจริยา) หรือ “ความประพฤติสม่ำเสมอ” (สมจริยา)
๒. เส้นทางขรุขระ: ทางด่วนลงเหว
คำว่า “วิสมจริยา” แปลตามตัวอักษรคือ ความประพฤติที่ขรุขระ ไม่เรียบ เปรียบเสมือนคนขับรถที่ขับออกนอกเส้นทาง ตกหลุมตกบ่อ ชนรั้วกั้น จนรถพังยับเยิน คนที่สะสมพฤติกรรมแบบนี้ คือคนที่มี “บัค” (Bug) หรือข้อผิดพลาดในระบบชีวิต ๓ ทาง คือ กาย วาจา และใจ
- ทางกาย: คือพวก “มือเปื้อนเลือด” ชอบเบียดเบียนชีวิตอื่น, พวก “มือไว” หยิบฉวยของที่เขาไม่ให้, และพวก “มักมาก” ละเมิดในของรักของหวงของผู้อื่น
- ทางวาจา: คือพวกที่ใช้วาจาเป็นอาวุธ โกหกมดเท็จ, พูดส่อเสียดยุยงให้คนแตกกัน, พูดคำหยาบระคายหู, และพูดเพ้อเจ้อไร้สาระที่หาแก่นสารไม่ได้
- ทางใจ: นี่คือตัวการสำคัญ คือจิตที่ “เพ่งเล็ง” อยากได้ของเขามาเป็นของตน, จิตที่ “พยาบาท” ผูกใจเจ็บแช่งชักหักกระดูก, และจิตที่ “เห็นผิด” จากทำนองคลองธรรม
พระองค์ตรัสอย่างตรงไปตรงมาว่า ผู้ที่มีพฤติกรรม “ขรุขระ” เช่นนี้ ทุคติเป็นอันหวังได้ ไม่ต้องรอให้ยมบาลมาตัดสิน แต่พฤติกรรมของเขาเองนั่นแหละที่เป็นผู้พิพากษา
๓. เส้นทางเรียบ: ไฮเวย์สู่ความเจริญ
ในทางตรงกันข้าม พระองค์ทรงนำเสนอ “สมจริยา” หรือความประพฤติที่เรียบ สม่ำเสมอ เปรียบเหมือนถนนไฮเวย์ที่ปูลาดอย่างดี นั่นคือการทำตรงกันข้ามกับข้อข้างต้น: กายสะอาด (ไม่ฆ่า ไม่ขโมย ไม่ผิดประเวณี), วาจาสะอาด (พูดความจริง พูดสมานไมตรี พูดไพเราะ พูดมีสาระ), และใจสะอาด (ไม่โลภ ไม่พยาบาท มีความเห็นถูก)
การทำสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น “คนดี” ในสายตาสังคม แต่มันคือการ “สร้างเครดิต” ให้กับจิตวิญญาณ และตรงนี้แหละ คือจุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดของสาเลยยกสูตร…
๔. ความลับของ ‘พลังแห่งแรงอธิษฐาน’ (The Power of Choice)
พระพุทธองค์ทรงเปิดเผยความลับประการหนึ่งที่เปรียบเสมือน “สูตรโกง” (Cheat Code) ที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ พระองค์ตรัสว่า ผู้ที่ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ (มีสมจริยา) ย่อมมีสิทธิ์ที่จะ “เลือก” ภพภูมิที่จะไปเกิดได้ตามความปรารถนา!
พระพุทธพจน์ระบุไว้ชัดเจนว่า “ถ้าเขามีความปรารถนาว่า โอหนอ! หลังจากตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของกษัตริย์มหาศาล… พราหมณ์มหาศาล… หรือคฤหบดีมหาศาล… ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่มีได้ เป็นได้”
หรือสูงกว่านั้น… หากเขาปรารถนาจะไปเกิดในเทวโลก ชั้นจตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต… ไปจนถึงชั้นพรหมโลก ก็ย่อมเป็นได้ เพราะเหตุใด? ไม่ใช่เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล แต่ “เพราะเขาเป็นผู้มีศีล เป็นผู้มีความประพฤติธรรม เป็นผู้มีความประพฤติสม่ำเสมอนั่นเอง”
ลองจินตนาการดูเถิด… เปรียบเหมือนคนที่มี “เงินในบัญชี” (บุญกุศล/ความดี) มากมหาศาล เมื่อเดินไปที่สนามบินชีวิต เขาย่อมมีสิทธิ์เดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วชี้เลยว่า “ฉันจะไปที่ไหน” จะไปนั่งชั้น Economy, Business Class หรือ First Class เขามีสิทธิ์เลือกได้เพราะเขามี “กำลังทรัพย์” เพียงพอ
ต่างจากคนที่ไม่มีเงิน (คนทุศีล) ที่ไม่มีสิทธิ์เลือก ต้องถูกถีบส่งไปตามยถากรรม ขึ้นรถไฟชั้นสาม หรือตกขบวนไปอยู่อบายภูมิ
และที่สำคัญที่สุด… พระองค์ไม่ได้หยุดอยู่แค่สวรรค์ หากผู้ประพฤติธรรมผู้นั้น ตั้งจิตปรารถนาว่า “ขอให้ข้าพเจ้ากระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้” (คือนิพพาน) ด้วยอำนาจแห่งความประพฤติธรรมนั้น ก็สามารถส่งเขาให้ถึงฝั่งแห่งความหลุดพ้นได้เช่นกัน
บทสรุป: อย่าปล่อยให้ชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญ
ท่านสาธุชนทั้งหลาย… พระธรรมในสาเลยยกสูตรนี้ มิใช่เรื่องเล่าปรัมปรา แต่คือ “พิมพ์เขียวแห่งชีวิต” ที่พระพุทธองค์ทรงกางออกมาให้เราเห็น มันบอกเราว่า “เราคือสถาปนิกผู้ออกแบบภพชาติของตนเอง”
อาตมภาพขอชวนท่านทั้งหลายให้ “ฉุกคิด” และน้อมนำธรรมะข้อนี้มาขยี้ที่หัวใจสักนิดเถิด… ในขณะที่เรากำลังใช้ชีวิตเพลิดเพลินไปวันๆ… เรากำลัง “บันทึกข้อมูล” แบบไหนลงไปในเซิร์ฟเวอร์ของจิต?
ท่านกำลังขับรถชีวิตไปบนถนนแบบไหน? ถนนที่ขรุขระ เต็มไปด้วยหลุมบ่อแห่งความโกรธ ความโลภ และการเบียดเบียน… หรือถนนที่เรียบกริบ ปูด้วยความเมตตา ความซื่อสัตย์ และสติปัญญา?
อย่าประมาทว่า “เดี๋ยวค่อยทำ” เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า “เดดไลน์” ของชีวิตจะมาถึงเมื่อไหร่ หากลมหายใจหมดลงในวินาทีนี้… “แต้มบุญ” ในกระเป๋าของท่าน มีพอที่จะซื้อตั๋วไปสู่สุคติภูมิหรือไม่? หรือมีพอที่จะเลือกที่นั่งที่ท่านต้องการหรือไม่?
จงเลิกฝากชีวิตไว้กับหมอดู เลิกฝากอนาคตไว้กับโชคชะตา แต่จงลุกขึ้นมา “กุมบังเหียน” ชีวิตด้วยมือของท่านเอง เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้… ด้วยการสำรวมกาย ให้สะอาด สำรวมวาจา ให้ไพเราะและเป็นความจริง และสำรวมใจ ให้สว่างไสวด้วยความปรารถนาดี
เมื่อท่านทำเหตุได้ถึงพร้อมแล้ว จงตั้งจิตอธิษฐานด้วยความมั่นใจเถิด ไม่ว่าปลายทางของท่านจะเป็นความสุขในโลกมนุษย์ ความรื่นรมย์ในสวรรค์ หรือความสงบเย็นในพระนิพพาน ท่านย่อมมีสิทธิ์ที่จะ “เลือก” และ “เป็น” ได้ดังใจปรารถนา
ขอให้ความจริงอันประเสริฐนี้ จงเป็นประทีปส่องทางให้ท่านทั้งหลาย เลิกเดินสะเปะสะปะในสังสารวัฏ แต่จงก้าวเดินอย่างมั่นคง บนเส้นทางที่ท่าน “เลือกเอง” ได้อย่างสง่างาม เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ และเพื่อความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เทอญ.
เจริญพร.

