ดาบสองคมแห่งความรู้: ถอดรหัส ‘ปริยัติ ๓’ เมื่อคัมภีร์อาจกลายเป็นอสรพิษ หากหยิบจับผิดวิธี

ในยุคสารสนเทศที่ความรู้ท่วมท้นเพียงปลายนิ้วสัมผัส เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” (Knowledge is Power) แต่ในทางพุทธปรัชญา อำนาจนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม การศึกษาพระธรรมหรือ “ปริยัติ” มิได้มีค่าเพียงเพราะเราอ่านมากหรือจำได้แม่นยำ หากแต่ขึ้นอยู่กับ “เจตนา” เบื้องหลังการหยิบฉวยความรู้นั้นไปใช้

พระพุทธองค์ทรงจำแนกนักศึกษาธรรมออกเป็น ๓ ประเภท ผ่านอุปมาที่เฉียบคมและชวนให้เรากลับมาสำรวจใจตนเองว่า วันนี้เรากำลังศึกษาธรรมในรูปแบบใด

๑. กับดักทางปัญญา: อลคัททูปมปริยัติ (การเรียนแบบจับงูพิษที่หาง)

ประเภทแรกคือหลุมพรางที่นักวิชาการและผู้มีความรู้มักพลาดพลั้ง เรียกว่า “อลคัททูปมปริยัติ”

ลองจินตนาการถึงคนที่ต้องการจับงูพิษ แต่แทนที่จะใช้วิธีที่ถูกต้อง กลับไปคว้าที่หางหรืองู ผลลัพธ์คืออสรพิษนั้นย่อมแว้งกลับมากัดจนถึงแก่ชีวิต การศึกษาธรรมในระดับนี้คือการเรียนเพื่อ “อัตตา” เรียนเพื่อลาภสักการะ เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ หรือเพื่อใช้ความรู้นั้นเป็นอาวุธในการโต้เถียง เอาชนะคะคาน และจับผิดผู้อื่น

ความรู้นั้นถูกต้องตามคัมภีร์ทุกประการ แต่เจตนาที่บิดเบี้ยวทำให้ “ธรรมะ” ที่ควรจะเป็นยาวิเศษ กลับกลายเป็นพิษร้ายที่ทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น ยิ่งรู้มาก ยิ่งถือตัวมาก ยิ่งห่างไกลจากความพ้นทุกข์

๒. แผนที่สู่อิสรภาพ: นิตถรณปริยัติ (การเรียนเพื่อสลัดออก)

ประเภทที่สองคือวิถีแห่งปัญญาชนที่แท้จริง เรียกว่า “นิตถรณปริยัติ”

เปรียบเสมือนผู้ที่รู้วิธีจับงู โดยใช้ไม้ง่ามกดที่คออย่างมั่นคง งูนั้นจึงไม่อาจทำอันตรายได้และสามารถนำพิษงูไปสกัดเป็นเซรุ่มรักษาโรค การศึกษาในระดับนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว คือ “การเรียนเพื่อปฏิบัติ”

ผู้ศึกษาในกลุ่มนี้ไม่ได้เรียนเพื่อไปอวดใคร แต่มองเห็นว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ และพระธรรมคือ “คู่มือการใช้งานชีวิต” หรือ “แผนที่” ที่จะพาออกจากเขาวงกตแห่งสังสารวัฏ เขาศึกษาเรื่องศีลเพื่อขัดเกลาพฤติกรรม ศึกษาเรื่องสมาธิเพื่อให้ใจตั้งมั่น และศึกษาปัญญาเพื่อถอดถอนกิเลส นี่คือการเรียนที่นำไปสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริง

๓. ภารกิจของผู้พิทักษ์: ภัณฑาคาริกปริยัติ (การเรียนของขุนคลัง)

ประเภทสุดท้ายคือระดับที่สูงส่งและหาได้ยากยิ่ง เรียกว่า “ภัณฑาคาริกปริยัติ”

นี่คือการศึกษาของ “พระอรหันต์ขีณาสพ” ผู้ที่กิจส่วนตัวจบสิ้นแล้ว ท่านไม่มีกิเลสให้ละ ไม่มีทุกข์ให้ดับอีกต่อไป เปรียบเสมือน “ขุนคลัง” ผู้เฝ้ารักษาพระราชทรัพย์ ไม่ใช่เพื่อนำไปใช้เอง แต่เพื่อส่งต่อมรดกอันล้ำค่านี้ให้แก่ชนรุ่นหลัง

ท่านศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อดำรงไว้ซึ่ง “วงศ์แห่งพระศาสนา” เพื่อรักษาแบบแผนประเพณีให้คงอยู่ เป็นหลักประกันว่าภูมิปัญญาแห่งการตื่นรู้นี้จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา เป็นการเรียนด้วยจิตที่บริสุทธิ์จากความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง

บทสรุป: คุณคือกำลังถือคัมภีร์ หรือกำลังกำหางงู?

บทวิเคราะห์เรื่องปริยัติ ๓ สะท้อนให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า “ความรู้ทางธรรมไม่ได้วัดกันที่ปริมาณ แต่วัดกันที่ทิศทาง”

หากวันนี้เราศึกษาธรรมะแล้วรู้สึกว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น เที่ยวชี้หน้าตัดสินผู้คนด้วยทฤษฎีที่ท่องจำมา พึงระวังว่าเราอาจกำลังกำ “หางงู” ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แต่หากเราศึกษาแล้ว จิตใจอ่อนโยนลง กิเลสเบาบางลง และมีความปรารถนาดีที่จะนำความรู้นั้นมาแก้ปัญหาชีวิต นั่นแสดงว่าเรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง

ความรู้ที่แท้จริงต้องไม่ทำให้เราตัวพองโต แต่ต้องทำให้ตัวตนของเราเล็กลง จนกระทั่งไม่มีตัวตนเหลืออยู่ให้แบกอีกต่อไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *