ถอดรหัสโครงสร้างจิต พลิกชีวิตด้วยปัญญา: สาระธรรมจากมหาเวทัลลสูตร
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ
เจริญพร ท่านสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน
วันนี้ อาตมภาพจักได้หยิบยกเอาเพชรน้ำงามเม็ดหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก มาเจียระไนให้ท่านทั้งหลายได้พินิจพิเคราะห์ นั่นคือ “มหาเวทัลลสูตร” พระสูตรนี้มิใช่เพียงการเทศนาสั่งสอนโดยทั่วไป หากแต่เป็นบันทึกบทสนทนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา เป็นการโคจรมาพบกันของสองพญาอินทรีแห่งกองทัพธรรม คือ ท่านพระมหาโกฏฐิกะ ผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ และ ท่านพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศทางปัญญา
ลองจินตนาการภาพตามดูเถิด ณ ยามเย็นที่แสงตะวันเริ่มอ่อนแรงลง ความเงียบสงบปกคลุมวัดพระเชตวัน พระมหาเถระสองรูปนั่งสนทนากันด้วยกิริยาที่สงบงาม แต่เนื้อหาที่ท่านสนทนากันนั้น กลับดุเดือดเผ็ดร้อนด้วยปัญญา ลุ่มลึกราวกับกำลังถอดรหัสกลไกที่ซับซ้อนที่สุดของจักรวาล นั่นคือ “โครงสร้างของจิตวิญญาณ”
หากเปรียบกับสมัยปัจจุบัน การสนทนานี้ก็เสมือนการประชุมสุดยอดของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่กำลังถกเถียงกันถึงแก่นแท้ของชีวิต ในเรื่องที่ลึกซึ้งเกินกว่าตาเห็น วันนี้อาตมาจึงขออาสาเป็นผู้นำสาร นำความลึกลับซับซ้อนนั้น มาขยายความให้เข้าใจง่าย เพื่อให้พวกเราท่านทั้งหลายได้ฉุกคิดและนำไปปรับใช้ในวิถีชีวิตสืบไป
ประการที่หนึ่ง: มาตรวัดความเขลาและความฉลาด
ในโลกยุคนี้ เรามักตัดสินความฉลาดกันที่ปริญญาบัตร ที่ตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ปริมาณข้อมูลข่าวสารที่รอบรู้ แต่ท่านพระมหาโกฏฐิกะได้เปิดประเด็นถามพระสารีบุตรอย่างตรงไปตรงมาว่า “บุคคลที่ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีปัญญา หรือคนเขลานั้น วัดกันที่ตรงไหน?”
คำตอบของพระสารีบุตรนั้น คมกริบยิ่งกว่ามีดโกน ท่านมิได้ตอบว่าคนโง่คือคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ท่านตอบว่า “ผู้ไร้ปัญญา คือผู้ที่ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔”
หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า ต่อให้เรารู้เรื่องราวความเป็นไปของโลกทั้งใบ รู้ข่าวดารา รู้เรื่องการเมือง รู้เรื่องหุ้น รู้เทคโนโลยี แต่หากเรา “ไม่รู้เท่าทันความทุกข์ในใจตนเอง” ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์คืออะไร ไม่รู้วิธีดับมัน และไม่รู้หนทางปฏิบัติเพื่อออกจากวังวนนั้น ทางธรรมถือว่าเรายังเป็น “คนเขลา” อยู่
ความฉลาดทางโลกอาจช่วยให้เราหาเงินได้ สร้างตึกสูงเสียดฟ้าได้ แต่ความฉลาดทางธรรม หรือ “ปัญญา” คือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยให้เรา “มองขาด” ในสัจธรรมความจริง เป็นการมองเห็นโครงสร้างของปัญหาแล้วแก้มันที่ต้นเหตุ มิใช่เพียงแค่ปะผุไปตามอาการ
ประการที่สอง: ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้รู้’ กับ ‘ผู้เข้าใจ’
เมื่อเจาะลึกลงไปในกลไกของจิต ท่านทั้งสองได้ถกกันถึงเรื่อง “วิญญาณ” และ “ปัญญา” ธรรมสองอย่างนี้ทำงานสอดประสานกันอย่างแนบแน่น จนแทบจะแยกไม่ออก เหมือนรสเปรี้ยวกับรสเค็มที่ละลายอยู่ในน้ำแกง
“วิญญาณ” คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ รู้ว่าสุข รู้ว่าทุกข์ รู้ว่าร้อน รู้ว่าหนาว ส่วน “ปัญญา” คือ ธรรมชาติที่รู้ชัด รู้จริง รู้เหตุรู้ผล
พระสารีบุตรท่านเปรียบเทียบไว้อย่างน่าอัศจรรย์ว่า ธรรมสองอย่างนี้เหมือน “ไฟ” กับ “แสงสว่าง” เราแยกแสงออกจากเปลวไฟไม่ได้ฉันใด เราก็แยกวิญญาณกับปัญญาออกจากกันในขณะจิตทำงานไม่ได้ฉันนั้น แต่… หน้าที่ของมันต่างกัน
ท่านสอนให้เราสังเกตว่า “วิญญาณ เป็นสิ่งที่พึงกำหนดรู้” คือแค่รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น กระทบแล้วรู้สึกอย่างไร ก็แค่รู้ “แต่ปัญญา เป็นสิ่งที่พึงอบรมให้เจริญ” คือต้องฝึกฝน ต้องขัดเกลา ต้องทำให้มาก เพื่อให้ความรู้นั้นกลายเป็นความรู้แจ้ง
คนส่วนใหญ่มักหลงติดอยู่แค่ขั้น “วิญญาณ” คือ ดีใจก็รู้ว่าดีใจแล้วก็ลิงโลด เสียใจก็รู้ว่าเสียใจแล้วก็ฟูมฟาย ปล่อยให้ความรู้สึกปั่นหัวเล่น แต่ผู้มีปัญญาจะก้าวข้ามไปอีกขั้น คือใช้ “ปัญญา” เข้าไปกำกับ เข้าไปวิเคราะห์ว่า อ๋อ… ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ มันไม่เที่ยงนะ มันเป็นทุกข์นะ นี่คือจุดตัดที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นอริยชน
ประการที่สาม: สมการสร้างสัมมาทิฏฐิ
ท่านทั้งหลายอาจสงสัยว่า แล้วเราจะสร้างปัญญา หรือสร้างมุมมองที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? พระสารีบุตรท่านให้สูตรสำเร็จไว้ ๒ ประการ เปรียบเสมือนกุญแจสองดอกที่จะไขประตูสู่ความจริง
ดอกที่หนึ่ง เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” คือเสียงจากผู้อื่น การได้ยินได้ฟังคำแนะนำที่ดี การมีกัลยาณมิตรที่คอยตักเตือนชี้แนะ เหมือนเราขับรถไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย เราจำเป็นต้องมี GPS หรือแผนที่ที่แม่นยำจากผู้รู้ทาง
ดอกที่สอง เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คือการทำไว้ในใจโดยแยบคาย การรู้จักคิดพิจารณาด้วยเหตุผลของตนเอง ไม่ใช่เชื่อตามเขาทั้งหมด แต่ต้องนำข้อมูลนั้นมาไตร่ตรอง วิเคราะห์ แยกแยะ
หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็ไม่อาจถึงที่หมายได้ หากฟังแต่เขา เราก็งมงาย หากคิดแต่เอง เราก็อาจหลงทางเข้าป่าเข้าพง ดังนั้น การเป็นผู้ฟังที่ดีและการเป็นนักคิดที่ดี จึงต้องเดินคู่กันไปเสมอ
ประการที่สี่: ความลับของลมหายใจและไออุ่น
ในบทสนทนานี้ ยังกล่าวไปถึงเรื่องความเป็นความตาย ท่านเปรียบชีวิตของเราเหมือน “ตะเกียงน้ำมัน” แสงสว่างจะปรากฏได้ ก็ต้องอาศัยเปลวไฟ เปลวไฟจะตั้งอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยไส้และน้ำมัน
ร่างกายของเรานี้ก็เช่นกัน “อายุ” (พลังชีวิต) จะดำรงอยู่ได้ ก็ต้องอาศัย “ไออุ่น” (ความร้อนในกาย) และไออุ่นจะดำรงอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยอายุเช่นกัน
สองสิ่งนี้เกื้อกูลกัน พยุงกันไว้ หากวันใดวันหนึ่ง ลมหายใจสิ้น ไออุ่นดับ สังขารร่างกายที่เคยหวงแหน ก็กลายเป็นเพียงท่อนไม้ท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ นี่คือสัจธรรมที่เตือนให้เราไม่ประมาทในวัยและชีวิต
ท่านสาธุชนทั้งหลาย…
จากการสนทนาของพระมหาเถระทั้งสอง เราจะเห็นได้ว่า “จิต” ของมนุษย์นั้นซับซ้อน ลึกซึ้ง แต่ก็มิใช่สิ่งที่เกินกำลังความสามารถที่เราจะเรียนรู้และพัฒนา
อาตมาอยากชวนท่านทั้งหลายให้ลองน้อมใจเข้ามาพิจารณาดูเถิด… ทุกวันนี้ เราใช้ชีวิตด้วยความ “รู้” แบบไหน? เรารู้แค่ว่า วันนี้กินอะไร อร่อยไหม สนุกไหม ใครนินทาเราบ้าง นี่คือความรู้แค่ระดับ “วิญญาณ” ที่พาเราเวียนว่ายตายเกิดในอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ไม่จบไม่สิ้น
ถึงเวลาแล้วหรือยัง… ที่เราจะยกระดับจิตวิญญาณของตนเอง ด้วยการ “อบรมปัญญา”
จงเริ่มจุดไฟแห่งปัญญาขึ้นในใจ ให้เหมือนกับตะเกียงที่ส่องสว่างกลางความมืดมิด อย่าปล่อยให้ชีวิตเป็นเพียงตะเกียงที่รอวันน้ำมันหมด แต่จงเป็นตะเกียงที่ส่องทางให้ตนเองเดินออกจากความมืดบอด
เริ่มตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้… เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจกระทบอารมณ์ใดๆ ขอให้ท่าน “หยุด” สักนิด… อย่าเพิ่งกระโจนลงไปเล่นกับความรู้สึกนั้น แต่จงใช้ “สติ” กำหนดรู้ และใช้ “ปัญญา” พิจารณา ถามตัวเองว่า “สิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่นี้ คืออะไร? มาจากไหน? และมันเที่ยงแท้ถาวรไหม?”
การฝึกมองโลกตามความเป็นจริงเช่นนี้แหละ คือการ “สำรอกความไม่รู้” ออกจากใจ เมื่อเรามองเห็นความจริง ความยึดติดถือมั่นจะคลายตัวลง ความหนักอึ้งในอกจะเบาบาง ความเร่าร้อนจะกลายเป็นความเย็นฉ่ำ
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้มี “ปรโตโฆสะ” คือหมั่นสดับตรับฟังพระธรรมคำสอน และมี “โยนิโสมนสิการ” คือหมั่นพิจารณาด้วยปัญญาอันแยบคาย เพื่อนำพาชีวิตของท่าน ให้ข้ามพ้นจากห้วงมหรรณพแห่งความทุกข์ ไปสู่ฝั่งแห่งความเกษมศานต์ คือพระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ.
เจริญพร.

