จูฬเวทัลลสูตร: ปุจฉาวิสัชนาบันลือโลก เมื่ออดีตคู่รักถอดรหัสโครงสร้างแห่งทุกข์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ

“ปัญญายะ ปริสุชฌติ” (คนย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา)

เจริญพร ท่านสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระสัจธรรมทุกท่าน

ในยามที่โลกหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายภายนอกมักดึงรั้งจิตใจของเราให้หวั่นไหวไปตามกระแสธารแห่งอารมณ์ วันนี้ อาตมภาพจักได้นำพาท่านทั้งหลาย ย้อนเวลากลับไปสู่บรรยากาศอันสงบงาม ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร เพื่อสดับตรับฟังเรื่องราวที่เป็นตำนานแห่งการประลองปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา

เรื่องราวนี้ มิใช่ตำนานรักใคร่ของหนุ่มสาวทั่วไป หากแต่เป็นเรื่องราวของ “คู่บารมี” ที่แปรเปลี่ยนสถานะจากสามีภรรยา มาเป็น “ธรรมภาคี” ผู้เกื้อกูลกันด้วยปัญญาญาณ

ฝ่ายหนึ่งคือ “วิสาขอุบาสก” คฤหบดีผู้มั่งคั่งและทรงภูมิธรรมถึงขั้นพระอนาคามี อีกฝ่ายหนึ่งคือ “พระธรรมทินนาเถรี” อดีตภรรยาผู้สละเรือนออกบวช จนได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นเลิศในด้านการแสดงธรรม

ลองจินตนาการภาพตามอาตมา… วันหนึ่ง วิสาขอุบาสกเกิดความปริวิตกสงสัย ใคร่รู้ว่าอดีตภรรยาที่บวชไปนั้น ได้บรรลุธรรมลึกซึ้งเพียงใด หรือมีความรู้แจ้งเห็นจริงประการใด จึงได้เดินทางไปสู่อารามภิกษุณี เพื่อขอโอกาสสนทนาธรรม การพบกันครั้งนี้ มิใช่การไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ แต่เป็นการตั้งคำถามที่แหลมคม ราวกับจะกะเทาะเปลือกแห่งความหลงให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ จนกลายมาเป็นพระสูตรสำคัญที่ชื่อว่า “จูฬเวทัลลสูตร”

วันนี้ อาตมาจะขอทำหน้าที่เป็นผู้นำสาร ถอดรหัสความลึกลับของบทสนทนานั้น มาวางไว้เบื้องหน้าท่านทั้งหลาย เพื่อให้เราได้ใช้เป็นกระจกเงา ส่องดูโครงสร้างจิตใจของตัวเราเอง

ประการแรก: รื้อถอนมายาภาพแห่งตัวตน

ท่านสาธุชนทั้งหลาย คำถามแรกที่วิสาขะเปิดประเด็นนั้น เป็นรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง เขาถามว่า “ข้าแต่แม่เจ้า ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สักกายะ (ความมีตัวตน) นั้น คืออะไร?”

พระเถรีตอบอย่างฉะฉานชัดเจนว่า สักกายะ ก็คือ “อุปาทานขันธ์ ๕” ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

แต่จุดที่อาตมาอยากให้ท่านพินิจพิเคราะห์ตามให้ดี คือท่านพระเถรีชี้ให้เห็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “ขันธ์ ๕” กับ “อุปาทาน” ท่านอุปมาว่า ขันธ์ ๕ เปรียบเหมือนฟืน แต่ความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) เปรียบเหมือนไฟ ตัวร่างกายก็ดี ความคิดก็ดี ความทรงจำก็ดี โดยตัวมันเองไม่ใช่ความทุกข์ แต่มันกลายเป็นทุกข์เพราะใจเรามี “ฉันทราคะ” คือมีความพอใจ มีความกำหนัดยินดี เข้าไปโอบกอดรัดรึงสิ่งเหล่านั้นไว้

เหมือนเรากำก้อนถ่านแดงๆ ก้อนถ่านมันก็ร้อนตามธรรมชาติของมัน แต่ที่มือเราพองปวดแสบปวดร้อน ก็เพราะเรา “กำ” มันไว้มิใช่หรือ? การหลุดพ้น จึงไม่ใช่การทำลายก้อนถ่านทิ้ง แต่คือการ “แบมือ” ออก ถอนความพอใจในการยึดถือนั้นเสีย

ประการที่สอง: กับดักแห่งความเห็นผิด

คนเราส่วนใหญ่มักหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่เรียกว่า “ตัวกู ของกู” พระเถรีท่านได้กางแผนที่ความหลงผิด ๒๐ ประการให้เราเห็น ท่านจำแนกให้ดูว่า จิตที่มืดบอดมักจะมองเห็นขันธ์ ๕ ใน ๔ ลักษณะวนเวียนไป หนึ่ง… เห็นว่ารูปเป็นเรา (เหมือนเห็นเปลวไฟเป็นสีของแก้วมณี) สอง… เห็นว่าเรามีรูป (เหมือนต้นไม้ที่มีเงา) สาม… เห็นว่ารูปอยู่ในเรา (เหมือนกลิ่นหอมในดอกไม้) สี่… เห็นว่าเราอยู่ในรูป (เหมือนแก้วมณีในหีบ)

นี่คือกลไกของ “อีโก้” หรืออัตตาที่สร้างภาพลวงตาหลอกหลอนเรา ทำให้เราดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อได้รับคำชม หรือเสียใจจนแทบขาดใจเมื่อสูญเสียของรัก ทั้งที่จริงแล้ว มันเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่ไหลเลื่อนไปตามเหตุปัจจัย ไม่มี “ตัวเรา” ที่แท้จริงสิงสถิตอยู่เลย

ประการที่สาม: ความลับของความรู้สึก (เวทนา)

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจยิ่ง คือเรื่องของ “เวทนา” หรือความรู้สึกสุข ทุกข์ และเฉยๆ พระเถรีท่านชี้ให้เห็นสัจธรรมที่ย้อนแย้ง แต่เป็นความจริงที่เราหนีไม่พ้น ท่านกล่าวว่า

  • ความสุข นั้น เป็นสุขเมื่อมันตั้งอยู่ แต่จะเป็นทุกข์ทันทีเมื่อมันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป
  • ความทุกข์ นั้น เป็นทุกข์เมื่อมันตั้งอยู่ แต่จะเป็นสุขเมื่อมันดับไป
  • ความเฉยๆ นั้น จะเป็นสุขก็ต่อเมื่อเรา “รู้เท่าทัน” แต่จะเป็นทุกข์ทันทีถ้าเรา “หลง” หรือขาดสติ

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเตือนให้เราระวัง “แขกยามวิกาล” ที่แอบแฝงมากับความรู้สึก นั่นคือ “อนุสัยกิเลส” เมื่อใดที่เราสุข… ความโลภ (ราคะ) มักแอบเข้ามานอนก้นบึ้งใจ เมื่อใดที่เราทุกข์… ความโกรธ ความขัดเคือง (ปฏิฆะ) มักแอบเข้ามาผสมโรง และเมื่อใดที่เราเฉยๆ… ความไม่รู้ ความมึนชา (อวิชชา) มักเข้ามาครอบงำ

ฉะนั้น การฝึกจิตจึงมิใช่การวิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์ แต่คือการสร้าง “ปัญญา” ให้เป็นยามเฝ้าประตูใจ คอยรู้เท่าทันแขกแปลกหน้าเหล่านี้ ไม่ให้เข้ามาตีเนียนยึดครองพื้นที่หัวใจของเรา

บทสรุปและการน้อมนำไปปฏิบัติ

สาธุชนผู้มีปัญญา…

การสนทนาในวันนั้นดำเนินไปจนถึงจุดที่วิสาขอุบาสก ถามไล่เรียงสภาวะธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพลั้งปากถามว่า “อะไรคือส่วนเปรียบ (สิ่งที่ยิ่งกว่า) ของพระนิพพาน?”

วินาทีนั้น พระธรรมทินนาเถรี ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาญาณ ได้กล่าวเตือนสติอดีตสามีอย่างนุ่มนวลแต่ทรงพลังว่า “ท่านวิสาขะ ท่านถามเลยปัญหาไปเสียแล้ว” เพราะชีวิตพรหมจรรย์และการปฏิบัติธรรมทั้งมวล มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง เป็นจุดหมายปลายทาง เป็นที่สุด ไม่มีสิ่งใดต้องแสวงหาต่อจากนั้นอีก

บทสนทนานี้ จบลงด้วยการที่พระบรมศาสดาทรงรับรองคำตอบของพระเถรีทุกประการ และยกย่องท่านว่าเป็น “บัณฑิต”

สรุป

บัดนี้… อาตมาอยากขอให้ท่านทั้งหลาย ลองน้อมนำแก่นธรรมจากจูฬเวทัลลสูตรนี้ เข้ามาสู่กลางใจของท่าน ลองหลับตาลงเบา ๆ… แล้วพิจารณาดูสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ ณ ขณะนี้

เราเห็นร่างกายนี้เป็นของ “เรา” จริงหรือ? ลมหายใจที่เข้าออกอยู่นี้ เราสั่งให้มันหยุดได้ไหม? หัวใจที่เต้นอยู่นี้ เราสั่งมันได้ไหม? ความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ ที่ผุดขึ้นมาในใจตอนนี้ มันตั้งอยู่ได้นานไหม? หรือมันเพียงแค่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป?

จงมองให้เห็นเถิดว่า… ชีวิตที่เราแบกไว้อย่างหนักอึ้งนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงกองแห่งรูปและนาม เป็นเพียงกระบวนการปรุงแต่งของสังขาร ที่เราทุกข์กันแสนสาหัส ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ก็เพราะเราเอาใจเข้าไป “กอด” สิ่งที่ไม่เที่ยง เราพยายามจะไขว่คว้าเงาในกระจก โดยคิดว่ามันคือตัวตนจริงๆ

วันนี้… ขอให้ท่านเริ่มฝึกที่จะ “ถอน” ถอนความยึดมั่นถือมั่นทีละน้อย เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ให้รู้ว่า “นี่คือผลของสังขาร ไม่ใช่เราโกรธ” เมื่อความสุขเกิดขึ้น ให้รู้ว่า “นี่คือเวทนาที่รอวันแปรเปลี่ยน ไม่ใช่ความสุขของเรา”

จงใช้ชีวิตด้วยปัญญาที่รู้ตื่น… เปรียบเสมือนคนที่ยืนอยู่ริมฝั่งน้ำ มองดูกระแสน้ำที่ไหลผ่านไป ขอนไม้ลอยมา… ก็แค่รู้ ดอกไม้ลอยมา… ก็แค่รู้ สิ่งปฏิกูลลอยมา… ก็แค่รู้ อย่ากระโจนลงไปในน้ำ ให้กระแสกิเลสมันพัดพาเราจมดิ่งลงไป

เมื่อท่านฝึกจิตให้รู้เท่าทันการปรุงแต่งได้เช่นนี้ จิตของท่านจะค่อยๆ เบาสบาย ภาระที่แบกไว้จะถูกวางลง และท่านจะได้สัมผัสกับรสแห่งความสงบเย็น… รสแห่งวิมุตติธรรม ที่หวานล้ำยิ่งกว่ารสใดๆ ในโลก ดังคำที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบธรรมบรรยายนี้ว่า “มธุปิณฑิกปริยาย” คือธรรมะที่หวานเหมือนขนมผสมน้ำผึ้ง

ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมแห่งพระธรรมทินนาเถรี จงเป็นพลวปัจจัย อำนวยอวยพรให้ท่านทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญาแตกฉาน รู้เท่าทันมายาการของขันธ์ ๕ สามารถถอดถอนลูกศรคือความยึดมั่นถือมั่น ออกจากดวงใจได้โดยพลัน เข้าถึงฝั่งแห่งความเกษมศานต์ คือพระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *