วางแผนชีวิตให้ถูกทิศ: เมื่อ ‘ความสุขในวันนี้’ อาจคือ ‘ยาพิษในวันหน้า’ (ถอดรหัสจูฬธัมมสมาทานสูตร)
[นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ] (๓ จบ)
เจริญพร ท่านสาธุชนผู้มีปัญญาใฝ่ในธรรมทั้งหลาย
วันนี้ อาตมภาพขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย วางภารกิจอันวุ่นวายทางโลกสักครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาสำรวจพื้นที่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “พื้นที่ภายในจิตใจ” ของเราเอง
ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น เราถูกกระตุ้นให้แสวงหา “ความสุข” กันอยู่ทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จทางวัตถุ การยอมรับทางสังคม หรือความเพลิดเพลินเจริญใจในรูปแบบต่างๆ คำถามที่น่าสนใจคือ “ความสุข” ที่เรากำลังวิ่งไล่ตามอยู่นั้น เป็นความสุขที่แท้จริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่มีราคาแพงมหาศาลรอให้เราจ่ายในอนาคต
พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลก ทรงเข้าใจพลวัตของชีวิตและจิตใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ใน “จูฬธัมมสมาทานสูตร” พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามไม่ให้เรามีความสุข แต่ทรงชวนให้เราตั้งคำถามเชิงวิพากษ์กับรูปแบบการใช้ชีวิต (ธัมมสมาทาน) ของเราเอง ว่าสิ่งที่เราเลือกทำ เลือกเสพ เลือกเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มันจะส่งผลอย่างไรในระยะยาว
การมองโลกแบบพุทธะ ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการมองโลกตามความเป็นจริงอย่างผู้มีปัญญา ทรงจำแนกรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ออกเป็น ๔ ประเภท เปรียบเสมือนเข็มทิศชีวิต ๔ ทิศทาง ที่อาตมาอยากให้ทุกท่านลองนำมาทาบทับกับชีวิตของตนเองดูว่า ขณะนี้… เรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางสายไหน
เส้นทางสายที่ ๑: สุขในปัจจุบัน แต่ทุกข์ในอนาคต (เส้นทางสายยาพิษเคลือบน้ำตาล)
สาธุชนทั้งหลาย เส้นทางสายนี้แลดูเย้ายวนใจที่สุด และเป็นเส้นทางที่ผู้คนในโลกยุคบริโภคนิยมจำนวนมากกำลังเดินอยู่โดยไม่รู้ตัว
นี่คือวิถีชีวิตของบุคคลที่มองเพียงความสุขเฉพาะหน้า ยึดถือคติที่ว่า “ชีวิตนี้สั้นนัก จงเสพสุขเสียให้เต็มที่” พวกเขาอาจมีความเห็นผิดว่า บาปบุญไม่มีจริง โลกหน้าไม่มีจริง หรือคิดเข้าข้างตัวเองว่า “ทำแค่นี้คงไม่เป็นไรหรอก ใครๆ เขาก็ทำกัน”
คนกลุ่มนี้สามารถแสวงหาความสุขจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ไม่สนว่าจะเบียดเบียนใคร ไม่สนว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นบริสุทธิ์หรือไม่ ชีวิตในปัจจุบันของพวกเขาจึงดูมีความสุข สนุกสนาน รื่นเริง เหมือนงานเลี้ยงที่ไม่มีวันเลิกรา
แต่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบการใช้ชีวิตแบบนี้ไว้อย่างน่าหวาดหวั่นว่า เหมือนคนดื่ม “น้ำเต้าขมที่เจือยาพิษ”
ลองจินตนาการถึงภาชนะใส่น้ำที่วิจิตรตระการตา ภายในบรรจุของเหลวสีสวย กลิ่นหอม รสชาติหวานละมุนลิ้น เมื่อดื่มเข้าไปในขณะแรกก็รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แต่หารู้ไม่ว่า ทันทีที่ของเหลวนั้นล่วงลำคอลงไป พิษร้ายก็เริ่มทำงาน และในที่สุดก็คร่าชีวิตผู้นั้นไป
ฉันใดก็ฉันนั้น ความสุขที่ได้มาจากการทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ความเพลิดเพลินที่แลกมาด้วยความประมาทมัวเมา มันให้รสหวานเพียงชั่วครู่ยามในชาตินี้ แต่เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว กฎแห่งกรรมที่เที่ยงตรงย่อมส่งผล “วิบาก” ที่เผ็ดร้อน ทรมาน ยาวนานในอบายภูมิ นี่คือราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งแพงเกินกว่าความสุขที่ได้รับในปัจจุบันมากมายนัก เป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับที่สุด
เส้นทางสายที่ ๒: ทุกข์ในปัจจุบัน และทุกข์ในอนาคต (เส้นทางสายยาพิษรสขม)
เส้นทางสายนี้ น่าเห็นใจยิ่งนัก คือกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ตรากตรำ แต่กลับไม่ได้ประโยชน์อะไรจากความลำบากนั้นเลย
ในสมัยพุทธกาล ทรงหมายถึงเหล่านักบวชนอกศาสนาบางกลุ่ม ที่มีความเชื่อผิดๆ ว่าการทรมานร่างกายตนเองอย่างแสนสาหัส เช่น การอดอาหารจนผอมโซ การนอนบนหนาม การย่างตนเองในกองไฟ จะเป็นทางนำไปสู่ความหลุดพ้น พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในปัจจุบัน แต่เพราะตั้งจิตไว้ผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ การกระทำเหล่านั้นจึงไม่นำไปสู่การสิ้นกิเลส เมื่อตายไป ก็ยังต้องไปเสวยทุกข์ในอบายภูมิอีก
ในยุคปัจจุบัน เราอาจเปรียบได้กับคนที่ใช้ชีวิตอย่างเคร่งเครียด ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ แสวงหาทรัพย์สินเงินทองด้วยความเหนื่อยยากสายตัวแทบขาด แต่ไม่รู้จักการทำบุญสร้างกุศล ไม่รู้จักการปล่อยวาง มีแต่ความกังวล หวงแหน และเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ชีวิตปัจจุบันก็หาความสุขสงบไม่ได้ เต็มไปด้วยความเร่าร้อน และเมื่อตายไป จิตที่เศร้าหมองนั้นก็นำไปสู่ทุคติ
พระพุทธองค์ทรงเปรียบการใช้ชีวิตแบบนี้ว่า เหมือนการดื่ม “น้ำอมฤตที่ทำจากยาพิษล้วนๆ” ทั้งขม ทั้งฝาด ดื่มยากแสนเข็ญ แต่เมื่อฝืนดื่มเข้าไปแล้ว ก็ยังทำให้ตายอยู่ดี เป็นความทุกข์ที่ลงทุนไปเปล่าๆ ไม่ได้ดอกผลแห่งความสุขกลับมาเลย
เส้นทางสายที่ ๓: ทุกข์ในปัจจุบัน แต่สุขในอนาคต (เส้นทางสายโอสถรสขม)
นี่คือเส้นทางของ “นักสู้” นี่คือวิถีของผู้กล้าหาญที่จะทวนกระแสกิเลส
คนกลุ่มนี้ อาจไม่ใช่คนที่มีบุญบารมีสั่งสมมามากนักในอดีต อาจเป็นคนที่มีพื้นฐานนิสัยเดิมที่หนาไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ เมื่อคิดจะกลับตัวกลับใจมาประพฤติปฏิบัติธรรม รักษาศีล เจริญภาวนา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
การต้องฝืนใจไม่ทำตามความอยาก การต้องอดทนต่อแรงยั่วยุ การต้องต่อสู้กับความเกียจคร้าน ความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะที่คนอื่นกำลังเพลิดเพลินกับโลกีย์สุข แต่เราต้องมานั่งขัดเกลาตนเอง บางครั้งอาจรู้สึกทุกข์ทรมานใจ อึดอัดขัดข้อง ถึงกับน้ำตาตกในก็มี
แต่พวกเขามี “ปัญญา” เห็นชอบว่า นี่คือหนทางเดียวที่จะออกจากวัฏสงสารได้ พวกเขาจึงยอม “กัดฟันสู้”
พระพุทธองค์ทรงเปรียบการใช้ชีวิตแบบนี้ว่า เหมือนคนป่วยที่ต้องดื่ม “ยาสมุนไพรที่ปรุงด้วยน้ำมูตรเน่า” ลองนึกภาพยาที่มีทั้งกลิ่นเหม็น ทั้งรสขมฝาด น่าสะอิดสะเอียน การจะกลืนลงคอแต่ละอึกนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ ต้องอาศัยกำลังใจอย่างสูง
แต่ทว่า… เมื่อดื่มยานั้นเข้าไปแล้ว โรคร้ายที่เรื้อรังมานานก็ค่อยๆ ทุเลาลง สุขภาพร่างกายกลับมาแข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขในที่สุด
ความทุกข์ยากในการปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน ก็คือยารสขมขนานนั้น แม้จะลำบากในวันนี้ แต่ผลที่จะได้รับในอนาคต คือสุคติโลกสวรรค์ คือปัญญาที่รู้แจ้ง คือความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด แม้ต้นทุนจะสูงลิ่วก็ตาม
เส้นทางสายที่ ๔: สุขในปัจจุบัน และสุขในอนาคต (เส้นทางสายโอสถรสทิพย์)
และสุดท้าย นี่คือเส้นทางระดับ “พรีเมียม” วิถีชีวิตในอุดมคติที่น่าปรารถนาที่สุด
คือบุคคลผู้สั่งสมบุญบารมีมาดีแล้วในอดีตชาติ มีอินทรีย์แก่กล้า มีกิเลสเบาบางเป็นทุนเดิม เมื่อมาชาตินี้ การประพฤติธรรมสำหรับพวกเขาจึงเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องปกติวิสัย พวกเขามีฉันทะ มีความพอใจที่จะรักษาศีล มีความสุขที่จะได้ให้ทาน มีจิตใจที่สงบระงับได้ง่ายเมื่อเจริญสมาธิภาวนา
การปฏิบัติธรรมของพวกเขา ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน แต่กลับเป็นความเบิกบาน เป็นความอิ่มเอิบใจ เป็นความสุขที่ประณีตยิ่งกว่าสุขทางโลกีย์ ชีวิตปัจจุบันก็เปี่ยมไปด้วยความสงบเย็น และแน่นอนว่า อนาคตย่อมมีสุคติและพระนิพพานเป็นที่ไป
พระพุทธองค์ทรงเปรียบเหมือนการได้ดื่ม “นมส้ม ที่ปรุงผสมด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด และเนยใส” ทั้งมีรสชาติหอมหวาน อร่อยชื่นใจ ดื่มง่าย และเมื่อดื่มเข้าไปแล้ว ก็ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกาย บำรุงกำลังให้แข็งแรง
สาธุชนทั้งหลาย เมื่อได้ฟังทางเลือกทั้ง ๔ สายนี้แล้ว ขอให้เราลองน้อมนำกลับมาพิจารณาตนเองด้วยความซื่อสัตย์เถิด
เรากำลังหลงระเริงกับยาพิษเคลือบน้ำตาลอยู่หรือไม่? หรือเรากำลังทนทุกข์ทรมานเปล่าๆ โดยไร้ปัญญา? หรือเรากำลังอดทนกลืนยาขมเพื่อรักษาโรคร้ายแห่งกิเลส? หรือเราโชคดีที่ได้พบเจอยาดีที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นถึงอันตรายของความสุขจอมปลอมในข้อที่ ๑ พระพุทธองค์ทรงมีอุปมาที่เฉียบคมยิ่งนัก ทรงเปรียบเหมือน “เถาย่านไทร” (หรือเถาย่านทราย)
ท่านทั้งหลายเคยเห็นเถาวัลย์ที่ขึ้นพันต้นไม้ใหญ่ในป่าหรือไม่? เมื่อแรกที่เถาย่านไทรนี้งอกขึ้นที่โคนต้นไม้ใหญ่ มันดูอ่อนโยน นุ่มนวล ใบของมันเขียวสดสวยงาม น่าสัมผัส ต้นไม้ใหญ่หารู้ไม่ว่า นี่คือมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันอาจจะรู้สึกดีที่มีสิ่งสวยงามมาประดับประดา รุกขเทวดาที่สิงสถิตอยู่อาจจะดีใจว่าได้วิมานใหม่ที่ร่มรื่นกว่าเดิม
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เถาย่านไทรนั้นก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มันเริ่มเลื้อยรัดพันลำต้นไม้ใหญ่นั้นแน่นเข้าๆ รากของมันแย่งชิงน้ำและอาหาร ใบของมันแผ่ปกคลุมจนต้นไม้ใหญ่ไม่ได้รับแสงแดด
ในที่สุด เมื่อเถาย่านไทรนั้นครอบงำได้โดยสมบูรณ์ มันจะรัดจนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่หักโค่นลง รัดจนลำต้นปริแตก และสุดท้ายต้นไม้ใหญ่ที่เคยตระหง่านง้ำนั้น ก็ต้องยืนต้นตาย กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง ทิ้งไว้แต่เถาย่านไทรที่เสวยสุขอยู่บนซากศพของมัน
ท่านสาธุชนทั้งหลาย… อุปมาเรื่องเถาย่านไทรนี้ ช่างสะท้อนภาพชีวิตของเราท่านทั้งหลายได้อย่างเจ็บปวดยิ่งนัก
กิเลสตัณหา และความสุขทางโลกีย์ทั้งหลาย มันไม่ได้เข้ามาหาเราในรูปแบบของปีศาจที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่มันเข้ามาในคราบของ “เถาย่านไทรที่อ่อนนุ่ม”
มันมาในรูปแบบของความสะดวกสบาย ความสำเร็จ ลาภยศ สรรเสริญ ความเพลิดเพลินทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แรกเริ่มที่เราเข้าไปข้องแวะ เราจะรู้สึกมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตเติมเต็ม รู้สึกว่านี่แหละคือรางวัลของชีวิต เราเริ่มเปิดใจรับมัน ยินดีกับมัน เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ยินดีต้อนรับเถาวัลย์
แต่ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีสติรู้เท่าทันเถิด! หากเราประมาท เพลิดเพลิน มัวเมา หลงยึดติดในสิ่งเหล่านี้โดยขาดปัญญา ขาดศีลธรรมกำกับ สิ่งที่ดูเหมือน “ความสุข” เหล่านี้แหละ มันจะค่อยๆ เติบโตขึ้น ค่อยๆ รัดรึงจิตใจของเราให้แน่นหนาขึ้น
จากที่เคยเป็นนายของตัณหา เราจะค่อยๆ กลายเป็นทาสของมัน จากที่เคยใช้เงินทองเพื่อความสะดวก เราจะกลายเป็นทาสของเงินทอง จากที่เคยเสพสื่อเพื่อความบันเทิง เราจะกลายเป็นทาสของโซเชียลมีเดีย
มันจะรัดเราจนกระดิกตัวไม่ได้ รัดจนเราไม่มีเวลาให้กับการสร้างคุณงามความดี รัดจนเราไม่มีเวลาให้กับคนที่เรารัก รัดจนศีลธรรมในใจของเราแตกสลาย และท้ายที่สุด มันจะรัดจนจิตวิญญาณของเราตายจากกุศลธรรม นำพาชีวิตไปสู่ความพินาศทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ใหญ่ที่ถูกเถาย่านไทรสังหาร
ดังนั้น ท่านสาธุชนผู้มีปัญญา วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่เราจะตื่นรู้
จงอย่าเป็นผู้มองการณ์ใกล้ จงเป็นผู้มองการณ์ไกล จงกล้าที่จะปฏิเสธ “ยาพิษเคลือบน้ำตาล” แม้มันจะหอมหวานเพียงใดก็ตาม จงกล้าที่จะยอมรับ “ยาขม” คือการฝืนกิเลส การรักษาศีล การเจริญภาวนา แม้มันจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
เพราะความลำบากในการสร้างความดีในวันนี้ คือการจ่ายราคาล่วงหน้า เพื่อซื้ออิสรภาพและความสุขที่แท้จริงในวันหน้า
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้มีปัญญาจักษุ มองเห็นภัยในวัฏสงสาร เลือกดำเนินชีวิตในเส้นทางที่ถูกต้อง ปลอดภัย เพื่อประโยชน์สุขทั้งในปัจจุบัน อนาคต จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือพระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านเทอญ.
เจริญพร.

