ถอดรหัสชีวิตผ่าน ๔ เมนูเครื่องดื่ม: บทเรียนจากมหาธรรมสมาทานสูตร เพื่อก้าวข้ามกับดักความสุขจอมปลอม
[นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ] (๓ จบ)
เจริญพร ท่านสาธุชนผู้มีปัญญา ผู้กำลังแสวงหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตทุกท่าน
ในขณะที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ ข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้น และทางเลือกมากมายมหาศาล เคยมีสักวูบหนึ่งไหมที่ท่านทั้งหลายหยุดชะงัก แล้วตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า…
“ทำไมหนอ… เราทุกคนต่างก็ปรารถนาความสุข เกลียดกลัวความทุกข์ พยายามวิ่งไล่ไขว่คว้าหาสิ่งที่คิดว่าจะเติมเต็มชีวิต แต่ทำไมยิ่งวิ่ง ความสุขที่แท้จริงกลับดูเหมือนยิ่งไกลออกไป ในขณะที่ความทุกข์ ความกังวล ความไม่สบายกายไม่สบายใจ กลับดาหน้าเข้ามาหาเราอย่างไม่หยุดยั้ง?”
นี่ไม่ใช่คำถามใหม่ แต่เป็นคำถามเก่าแก่ที่มนุษยชาติถามกันมาตลอดประวัติศาสตร์ และเป็นคำถามที่พระพุทธองค์ ผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์ ได้ทรงค้นพบคำตอบไว้อย่างชัดเจนแจ้งกระจ่างแล้วใน “มหาธรรมสมาทานสูตร”
พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตอบด้วยทฤษฎีที่ซับซ้อนเข้าใจยาก แต่ทรงชี้ไปที่รากเหง้าของปัญหาอย่างตรงไปตรงมาว่า สาเหตุที่เรายังวนเวียนอยู่ในความทุกข์ ทั้งที่ปรารถนาความสุขนั้น เป็นเพราะเรา “ขาดทักษะในการเลือก” และ “ขาดปัญญาในการแยกแยะ”
เราไม่รู้ว่าอะไรคือ “ของจริง” อะไรคือ “ของปลอม” อะไรคือ “คุณประโยชน์” อะไรคือ “โทษมหันต์” ที่แฝงมาในคราบของความสุข
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงพลวัตของการตัดสินใจเลือกแนวทางดำเนินชีวิต หรือที่เรียกว่า “การสมาทานธรรม” พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นยอดนักสื่อสาร ได้ทรงใช้อุปมาอุปไมยที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยเปรียบเทียบทางเลือกในการดำเนินชีวิตของเรา กับ “เครื่องดื่ม ๔ ชนิด” ซึ่งให้รสชาติและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อาตมาขอเชิญชวนทุกท่าน ลองจินตนาการตาม และนำเครื่องดื่มทั้ง ๔ แก้วนี้ มาทาบทับกับวิถีชีวิตที่เรากำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันดูเถิด
แก้วที่ ๑: เครื่องดื่มแห่งความขมขื่นและพิษร้าย (ปัจจุบันทุกข์ – อนาคตทุกข์)
ท่านสาธุชน ลองจินตนาการถึงเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ที่เพียงแค่เห็นสีสันที่ขุ่นมัว ได้กลิ่นที่เหม็นเขียวชวนคลื่นไส้ ก็รู้ได้ทันทีว่ารสชาติต้องขมขื่นและเลวร้ายอย่างที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ในความขมขื่นนั้นยังเจือไปด้วยยาพิษร้ายแรง
นี่คือภาพสะท้อนของวิถีชีวิตบุคคลที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์จากการกระทำของตนเอง คือผู้ที่กระทำทุจริต ผิดศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม หรือการกล่าววาจาเท็จ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนกลุ่มนี้ แม้ในขณะที่กำลังกระทำความผิดนั้น จิตใจของเขาก็ไม่ได้มีความสุขเลย เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ความกังวล ความร้อนรุ่ม กลัวคนจะจับได้ กลัวความผิดจะปรากฏ เหมือนคนจำใจต้องดื่มยาพิษที่ทั้งขมทั้งเหม็น นี่คือ ความทุกข์ในปัจจุบัน
และเมื่อฝืนดื่มเข้าไปแล้ว พิษร้ายนั้นย่อมทำงาน ส่งผลให้ต้องได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ถึงแก่ความตาย หรือปางตาย นี่คือ ความทุกข์ในอนาคต ที่รออยู่ในรูปแบบของวิบากกรรมอันเผ็ดร้อนในอบายภูมิ
นี่คือการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับที่สุด ขาดทุนตั้งแต่เริ่มคิดที่จะทำจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย
แก้วที่ ๒: เครื่องดื่มหวานเคลือบยาพิษ (ปัจจุบันสุข – อนาคตทุกข์)
แก้วนี้สิที่น่ากลัวที่สุด! และเป็นแก้วที่ผู้คนในโลกยุคปัจจุบันจำนวนมากกำลังหลงใหลและแย่งชิงกันดื่ม
ลองจินตนาการถึงภาชนะทองสัมฤทธิ์ที่วิจิตรตระการตา ภายในบรรจุเครื่องดื่มที่มีสีสันสวยงาม กลิ่นหอมยั่วยวนใจ รสชาติหวานละมุนลิ้น ชวนให้ดื่มด่ำ แต่หารู้ไม่ว่า ในความหวานหอมนั้น มี “ยาพิษร้ายแรง” ผสมอยู่อย่างแนบเนียน
นี่คืออุปมาของผู้ที่หลงระเริงในโลกีย์สุข ผู้ที่กระทำความผิดศีลธรรม ทุจริตคดโกง แต่ทำด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน มัวเมา คิดว่าตนฉลาด คิดว่าตนเก่งที่กอบโกยผลประโยชน์ได้ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม
ในขณะที่ดื่ม พวกเขาอาจรู้สึกมีความสุข สดชื่น เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ นี่คือ ความสุขในปัจจุบัน ที่เป็นเพียงภาพลวงตา
แต่ทันทีที่พิษร้ายเข้าสู่ร่างกาย ความตาย หรือความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่คือ ความทุกข์ในอนาคต ที่รอคอยอย่างเงียบเชียบ
นี่คือกับดักที่แยบยลที่สุดของพญามาร ที่ใช้ความสุขฉาบฉวยมาบังตา ทำให้เรามองไม่เห็นหายนะที่รออยู่เบื้องหลัง
แก้วที่ ๓: ยาขมเลิศรสสรรพคุณ (ปัจจุบันทุกข์ – อนาคตสุข)
แก้วนี้คือเครื่องดื่มสำหรับผู้กล้าหาญ คือวิถีของนักสู้ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์
ลองจินตนาการถึงยาสมุนไพรโบราณ (ในพระสูตรท่านเปรียบกับยาดองน้ำมูตรเน่า ซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะในสมัยก่อน) ที่มีกลิ่นฉุน รสชาติขมฝาด ฝืดคอ ไม่น่าอภิรมย์เลยแม้แต่น้อย
นี่คืออุปมาของผู้ที่เพียรพยายามทำความดี รักษาศีล เจริญภาวนา ทวนกระแสกิเลสของตนเอง การต้องฝืนใจไม่ทำตามความอยาก การต้องต่อสู้กับความเกียจคร้าน ความง่วงเหงาหาวนอน บางครั้งมันยากลำบาก อึดอัดขัดข้อง จนถึงกับน้ำตาตกในก็มี นี่คือ ความทุกข์ในปัจจุบัน เปรียบเหมือนความยากลำบากในการกลืนยาขม
แต่ทว่า… เมื่อฝืนดื่มยานั้นเข้าไปแล้ว ยานั้นกลับออกฤทธิ์รักษาโรคร้ายที่เรื้อรังมานานให้หายขาด ทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง มีสุขภาพดี มีอายุยืนยาว นี่คือ ความสุขในอนาคต ที่ยั่งยืน
นี่คือการลงทุนที่ต้องอาศัยความอดทนและวิริยะอุตสาหะอย่างสูง แต่ผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินค่าได้
แก้วที่ ๔: น้ำทิพย์โอสถสวรรค์ (ปัจจุบันสุข – อนาคตสุข)
และนี่คือแก้วในอุดมคติ เครื่องดื่มที่น่าปรารถนาที่สุด เป็นวิถีของผู้มีบุญบารมีสั่งสมมาดีแล้ว
ลองจินตนาการถึงเครื่องดื่มทิพย์สุดพิเศษ ที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมเลิศรสทั้งสี่ คือ นมส้ม น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด และเนยใส (เปรียบเสมือน สมถะ วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ และศีลที่บริสุทธิ์)
เครื่องดื่มแก้วนี้ ไม่เพียงแต่จะมีรสชาติหอมหวาน อร่อยชื่นใจ ดื่มง่าย ให้ความสดชื่นในทันทีที่ดื่ม นี่คือ ความสุขในปัจจุบัน
แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงล้ำ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส ทำให้อายุยืนยาว และนำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ จนถึงพระนิพพานในที่สุด นี่คือ ความสุขในอนาคต ที่ยิ่งยวดขึ้นไปอีก
นี่คือวิถีชีวิตของผู้ที่การทำความดีกลายเป็นเรื่องปกติวิสัย มีความสุขในการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นชีวิตที่เบิกบานทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
สรุป
ท่านสาธุชนทั้งหลาย เมื่อได้ฟังอุปมาเรื่องเครื่องดื่มทั้ง ๔ แก้วนี้แล้ว อาตมาเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงพอจะมองเห็นภาพสะท้อนของชีวิตตนเองและผู้คนรอบข้างได้ชัดเจนขึ้น
คำถามสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงทิ้งไว้ให้เราขบคิดคือ… เหตุใดมนุษย์จำนวนมากจึงยังคงเลือกดื่ม “ยาพิษเคลือบน้ำตาล” (แก้วที่ ๒) ทั้งที่รู้ว่าปลายทางคือความพินาศ?
พระองค์ทรงเฉลยว่า เพราะสัตว์โลกส่วนใหญ่ยังตกอยู่ภายใต้ “อำนาจแห่งอวิชชา” คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง ถูกความโลภ โกรธ หลง บดบังปัญญาตาใจ ทำให้มองเห็นแต่ความสุขเฉพาะหน้า ไม่สามารถมองทะลุไปถึงผลลัพธ์ในระยะยาวได้
ในทางตรงกันข้าม “วิญญูชน” หรือผู้รู้ ผู้มีปัญญา ย่อมใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาอย่างรอบคอบ มองเห็นโทษภัยที่ซ่อนอยู่ในความสุขจอมปลอม และมีความกล้าหาญที่จะละทิ้งแก้วที่ ๑ และแก้วที่ ๒
และมีความเพียรพยายามที่จะดื่มแก้วที่ ๓ (ยาขม) แม้จะยากลำบากเพียงใด เพื่อยกระดับจิตใจของตนให้สูงขึ้น จนกระทั่งสามารถพัฒนาตนเองให้เข้าถึงแก้วที่ ๔ (น้ำทิพย์) ได้ในที่สุด
ท่านสาธุชนผู้มีปัญญาทั้งหลาย…
ชีวิตของเราในแต่ละวัน คือการตัดสินใจเลือกหยิบเครื่องดื่มใส่ปากของเราเองอยู่ตลอดเวลา
ทุกครั้งที่เราคิด ทุกครั้งที่เราพูด ทุกครั้งที่เราทำ เรากำลังเลือก… เรากำลังเลือกที่จะดื่ม “ยาพิษ” เพราะแพ้ต่ออำนาจกิเลส หรือเรากำลังเลือกที่จะดื่ม “โอสถ” เพราะเชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธองค์
อย่าประมาทในชีวิต อย่าหลงระเริงไปกับความสุขฉาบฉวยที่โลกหยิบยื่นให้ เพราะราคาที่ต้องจ่ายในอนาคตนั้นแพงเกินกว่าที่เราจะรับไหว
จงกล้าที่จะฝืนใจตนเอง จงกล้าที่จะทวนกระแสกิเลส จงอดทนต่อความยากลำบากในการสร้างความดี เพราะนั่นคือยาขมที่จะรักษาโรคร้ายในใจของเรา
เมื่อใดก็ตามที่ท่านสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในวิถีทางที่ถูกต้อง คือการมีความเห็นชอบ และมีความสุขในการทำความดี (แก้วที่ ๔) เมื่อนั้นแหละ พระพุทธองค์ทรงเปรียบชีวิตของท่านว่า…
“เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ในฤดูสารทที่ส่องแสงจ้า ทะลุผ่านหมู่เมฆและหมอกควัน กำจัดความมืดมิดในอากาศให้หายไป สว่างไสวรุ่งโรจน์ยิ่งนัก”
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้มีปัญญา เลือกดื่มแต่อมฤตธรรมรสเลิศ เพื่อความสว่างไสวแห่งชีวิต ทั้งในภพนี้และภพหน้า จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือพระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านเทอญ.
เจริญพร.

