ธรรมเนียมหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์: ตำนานพระธรรมเทศนา “มงคลวิเสสกถา” ธรรมบรรณาการแด่จอมกษัตริย์

ท่ามกลางความสงบสงัดและบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา เสียงพัดบุกลำยองและกลิ่นธูปเทียนอบอวลไปทั่วท้องพระโรง แสงเทียนส่องสว่างสะท้อนเครื่องทองที่ประดับประดาอย่างวิจิตร พุทธบริษัทและข้าราชบริพารต่างสงบนิ่งเพื่อรอสดับ “ถ้อยคำแห่งมงคล” ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการถวายพระธรรมเทศนา “มงคลวิเสสกถา” มรดกทางปัญญาที่หลอมรวมหลักพุทธธรรมเข้ากับรัฐประศาสโนบายได้อย่างละเมียดละไมที่สุด

รอยต่อแห่งประเพณี จากจารีตสู่การปฏิรูปเชิงสร้างสรรค์

เดิมทีประเพณีการถวายพระธรรมเทศนาแด่พระมหากษัตริย์นั้นมีมาแต่โบราณกาล ทว่าเนื้อหาในอดีตมักดำเนินไปตามความนิยมของพระธรรมกถึกผู้แสดงธรรม เช่น การหยิบยกเรื่องราวจากนิทานชาดกมาเล่าขาน ซึ่งในบางครั้งอาจไม่สะท้อนถึงการนำหลักธรรมมาปรับใช้ในการปกครองแผ่นดินได้อย่างชัดเจนนัก จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ได้ทรงริเริ่มการถวายเทศนาพิเศษนี้เป็นครั้งแรก และสืบต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (สา) สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงรับหน้าที่เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนาสืบต่อมา และ ณ จุดนี้เองที่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญได้เกิดขึ้น ด้วยพระวิสัยทัศน์ของปราชญ์ผู้ตระหนักว่าพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะสูงสุดในมนุษยนิกาย การจะถวายโอวาทหรือคำแนะนำอย่างตรงไปตรงมานั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและทำได้ยากยิ่ง พระองค์จึงทรง “ปฏิวัติ” รูปแบบและเนื้อหาของมงคลวิเสสกถาให้กลายเป็นอุบายแห่งธรรมที่แหลมคมและทรงพลัง

สถาปัตยกรรมทางปัญญา โครงสร้างใหม่ที่ครองใจกษัตริย์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงวางแบบแผนเนื้อหาออกเป็น ๒ ส่วนสำคัญ เพื่อให้การเทศนาเป็นเครื่องมือในการถวายกำลังใจและแนวทางปฏิบัติแด่พระเจ้าอยู่หัวอย่างเป็นระบบ

ส่วนแรกคือ การพรรณนาพระราชกรณียกิจ (ปรหิตปฏิบัติ) พระองค์ทรงเลือกเฟ้นพระราชกรณียกิจสำคัญที่ทรงปฏิบัติมาในรอบขวบปี มาพรรณนาให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ราษฎรและบ้านเมือง การกระทำเช่นนี้มิใช่เพื่อการสดุดีเยินยอตามจารีตธรรมดา แต่เป็นอุบายให้พระเจ้าอยู่หัวทรง “ระลึกถึงความดี” ที่ได้ทรงบำเพ็ญมา จนเกิดเป็น “พระปีติปราโมทย์” ในพระราชหฤทัย ด้วยเหตุที่ว่าใจที่อิ่มเอมด้วยบุญย่อมเป็นรากฐานที่มั่นคงในการบำเพ็ญพระราชจรรยาให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไป

ส่วนที่สองคือ การถวายพระธรรมโอวาทโดยอ้อม (อัตตสมบัติ) เมื่อทรงใช้พระราชกรณียกิจทำให้พระหฤทัยชุ่มชื่นด้วยพระปีติแล้ว พระองค์จึงทรงน้อมนำหลักพุทธธรรมที่สอดคล้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นมาถวายแนะ เพื่อให้ทรงนำไปปรับใช้ในการปกครองแผ่นดิน นับเป็นการถวายสอนที่มีความละเมียดละไมที่สุดทั้งในทางอักษรศาสตร์และพุทธศาสตร์

มรดกทางจิตวิญญาณที่ยังมีลมหายใจ

รูปแบบการถวายพระธรรมเทศนาที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงวางรากฐานไว้นี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในยุคสมัยของพระองค์ แต่ได้กลายเป็น “แบบแผนมาตรฐาน” ที่คณะสงฆ์ไทยยึดถือปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบันในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

มงคลวิเสสกถาจึงมิใช่เพียงการเทศนาตามขนบประเพณี แต่คือกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้พระมหากษัตริย์ทรงมองเห็น “รอยบาทแห่งความดี” ของพระองค์เอง ผ่านถ้อยคำภาษาที่งดงามและเปี่ยมด้วยปัญญาจากปลายปากกาของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพุทธจักรไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าธรรมะกับรัฐศาสตร์นั้นสามารถหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กับการพัฒนาสยามประเทศ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *