ย้อนรอยการปฏิรูป “พัดยศ” และระบบสมณศักดิ์ไทยสู่ความทันสมัย

ท่ามกลางเสียงสวดมนต์อันกังวานและการประกอบศาสนพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ภายในพระอุโบสถ ภาพที่คุ้นตาพุทธบริษัทชาวไทยมานับร้อยปีคือการที่พระเถรานุเถระถือ “พัดยศ” อันวิจิตรประณีตประกอบสมณศักดิ์ ทว่าพัดแต่ละใบมิได้ทำหน้าที่เพียงเครื่องใช้สำหรับพัดวีให้คลายร้อน แต่คือรหัสลับทางสังคมที่บ่งบอกถึงเกียรติยศและภาระหน้าที่ ซึ่งถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกลของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

เมื่อเกียรติยศและหน้าที่เดินสวนทางกัน

หากย้อนกลับไปในอดีต ระบบสมณศักดิ์ของไทยมีลักษณะที่รวม “ยศ” หรือฐานันดรศักดิ์ และ “ตำแหน่ง” หรือภาระหน้าที่ทางการปกครองเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ตัวอย่างเช่น พระเถระที่ได้รับสมณศักดิ์ระดับสูงเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มักจะต้องรับภาระเป็นเจ้าคณะใหญ่ไปพร้อมกันโดยปริยาย

วิกฤตที่เกิดขึ้นตามมาคือเรื่องของ “ความคล่องตัว” เมื่อพระเถระเหล่านั้นเข้าสู่ปัจฉิมวัย มีพระชนมายุสูงขึ้นตามลำดับ ความแข็งแรงทางพระวรกายย่อมลดถอยลง ส่งผลให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ทางการปกครองที่มีภาระหนักอึ้งได้อย่างเต็มกำลัง ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของหมู่สงฆ์ในยุคนั้นจึงเริ่มสั่นคลอนด้วยช่องว่างระหว่างเกียรติยศที่สูงส่งกับสมรรถภาพในการบริหารจัดการที่ลดลงตามวัย

การปฏิวัติแนวคิด แยก “ฐานันดร” ออกจาก “หน้าที่”

ด้วยพระอัจฉริยภาพในการบริหารองค์กร สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงพระดำริให้มีการ “แยกยศออกจากตำแหน่ง” อย่างชัดเจนในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ โดยทรงวางหลักเกณฑ์ใหม่ว่า “ยศ” หรือฐานันดรนั้น สมควรพระราชทานให้แก่พระเถระผู้ใหญ่เพื่อเป็นเกียรติประวัติในความดีงามและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ส่วน “ตำแหน่ง” หรือหน้าที่บริหารนั้น สมควรแต่งตั้งพระภิกษุผู้มีความรู้ความสามารถและยังมีกำลังวังชาให้เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้การบริหารคณะสงฆ์ขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการปฏิรูปครั้งนี้ พระองค์ทรงแบ่งงานออกเป็นสองสายงานอย่างเป็นรูปธรรม คือฝ่ายบริหารที่ดูแลงานปกครอง และฝ่ายวิชาการหรือปริยัติที่ดูแลด้านการศึกษา เพื่อให้พระสงฆ์ที่มุ่งมั่นในการเผยแผ่และศึกษาพระไตรปิฎกได้รับการยกย่องให้มีสมณศักดิ์เทียมเท่ากับฝ่ายปกครอง เป็นการสร้างดุลยภาพแห่งอำนาจและวิชาการภายในพุทธจักร

ศาสตร์และศิลป์แห่งพัดยศ มาตรฐานสีที่บอกระดับปัญญา

เพื่อให้ระบบเกียรติยศใหม่นี้เด่นชัดและเป็นสากล พระองค์ทรงออกแบบและจัดระเบียบสีของ “พัดยศ” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วราชอาณาจักร โดยเฉพาะในกลุ่ม “พระเปรียญธรรม” ซึ่งเป็นกำลังสำคัญทางสติปัญญาของพระศาสนา พระองค์ทรงใช้สีของพัดเป็นสัญลักษณ์ในการบอกระดับความรู้ทางบาลีไว้อย่างงดงาม

  • เปรียญธรรมชั้นตรี (ประโยค ๓) ใช้พัดพื้นสีแดงในระยะแรก
  • เปรียญธรรมชั้นโท (ประโยค ๔-๖) ใช้พัดพื้นสีเหลือง โดยประโยค ๖ จะได้รับนิตยภัตเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ
  • เปรียญธรรมชั้นเอก (ประโยค ๗-๙) ใช้พัดพื้นสีตาดเหลืองหรือไหมทอง อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเชี่ยวชาญสูงสุด

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ พระองค์ยังทรงปรับปรุงสีพัดอีกครั้งตามพระราชกระแสในรัชกาลที่ ๖ เพื่อให้มองเห็นความแตกต่างของแต่ละประโยคได้ชัดเจนขึ้น เช่น การเปลี่ยนมาใช้สีเขียวล้วนสำหรับเปรียญธรรมประโยค ๓ หรือการใช้ขอบสีที่ต่างกันเพื่อระบุระดับความรู้ที่ยังไม่เต็มชั้น การปรับปรุงนี้ทำให้พัดยศกลายเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่สื่อสารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพในทันทีที่มองเห็น

มรดกแห่งระบบคุณธรรมและการสร้างกำลังใจ

การปฏิรูปพัดยศและสมณศักดิ์ในครั้งนั้นมิใช่เพียงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ภายนอก แต่คือการสถาปนา “ระบบคุณธรรม” (Merit System) ขึ้นในคณะสงฆ์ไทย ระบบที่คำนึงถึงความรู้ความสามารถควบคู่ไปกับความอาวุโส ทำให้พระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่ครูบาอาจารย์และนักปกครองมีขวัญกำลังใจในการขับเคลื่อนกิจการพระศาสนา

รากฐานทางการปกครองและสถาปัตยกรรมแห่งเกียรติยศที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงวางไว้นี้เอง ที่ยังคงค้ำจุนคณะสงฆ์ไทยให้มีความมั่นคง มีเอกลักษณ์ และมีระเบียบวินัยที่สง่างามสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *