จากจีวรสู่ใบปริญญา: บทวิเคราะห์การบูรณาการวิทยฐานะพระปริยัติธรรมสู่มาตรฐานการศึกษาชาติในยุค 5.0

ในอดีต ภาพลักษณ์ของการศึกษาพุทธศาสตร์ภายในสังฆมณฑล ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาแผนกธรรมหรือบาลี มักถูกพิจารณาว่าเป็นโลกคู่ขนานที่แยกส่วนออกจากระบบการศึกษาสามัญอย่างสิ้นเชิง ทว่าในปัจจุบัน “กำแพง” ที่เคยกั้นกลางระหว่างโลกแห่งศรัทธากับโลกแห่งวิชาการได้พังทลายลงอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้บทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้มิได้เป็นเพียงเครื่องมือในการจัดระเบียบภายใต้วัดเท่านั้น แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกระดับสถานะและศักดิ์ศรีทางวิชาการของศาสนทายาทให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล


๑. กลไกการยกระดับวิทยฐานะ: สูตรสำเร็จแห่งการเชื่อมโยงความรู้

ภายใต้ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ได้มีการวางเกณฑ์การเทียบเคียงวิทยฐานะไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรสามารถนำองค์ความรู้ทางศาสนาไปต่อยอดในเชิงวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเกณฑ์การเทียบวุฒิที่สำคัญดังนี้

  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น: ศาสนทายาทผู้สำเร็จการศึกษา แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก จะได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: ผู้สำเร็จการศึกษา แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค (ป.ธ. 3) จะได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • ระดับปริญญาตรี: ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร เปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ. 9) จะได้รับการรับรองวิทยฐานะระดับปริญญาตรี และมีสิทธิ์ประดับอักษรย่อวิทยฐานะว่า “ป.ธ. 9” ต่อท้ายนามอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ในส่วนของ แผนกสามัญศึกษา ซึ่งเป็นการบูรณาการหลักธรรมพุทธศาสนาควบคู่ไปกับรายวิชาพื้นฐาน ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างปัญญาทางธรรมและวิทยาการทางโลกอย่างกลมกลืน


๒. มิติแห่งโอกาส: การคืนสิทธิและศักดิ์ศรีแก่ศาสนพุทธบริษัท

นโยบายการเทียบวุฒิในครั้งนี้ถือเป็น “สะพาน” สำคัญที่เปิดโอกาสให้ศาสนทายาทในหลากมิติ

  1. ความเสมอภาคทางทรัพยากร: เมื่อกฎหมายให้การรับรอง รัฐจึงสามารถจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมมีความมั่นคงทางทรัพยากรและคุณภาพวิชาการที่ยั่งยืน
  2. เสรีภาพในการต่อยอดความรู้: พระภิกษุสามเณรสามารถนำวิทยฐานะที่ได้รับการรับรองไปเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ทั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของสงฆ์และมหาวิทยาลัยทั่วไป ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาหากต้องมีการเปลี่ยนสถานภาพทางสังคมในอนาคต
  3. การยกระดับวิชาชีพครูสงฆ์: บุคลากรผู้ปฏิบัติงานสอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมจะได้รับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่สง่างามทัดเทียมกับระบบการศึกษาปกติ

๓. ความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์: การธำรงจารีตท่ามกลางเกณฑ์มาตรฐานสากล

แม้การปฏิรูปนี้จะเต็มไปด้วยโอกาส แต่พุทธจักรไทยยังคงต้องเผชิญกับโจทย์ที่ละเอียดอ่อนในยุค 5.0

  • ดุลยภาพระหว่างศรัทธาและตัวชี้วัด: การรักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัยตามโบราณราชประเพณี ในขณะที่ต้องตอบสนองต่อตัวชี้วัดและมาตรฐานการศึกษาของชาติ (Quality Assurance) ถือเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่รอบด้าน
  • ความเป็นเอกภาพของมาตรฐานการศึกษา: คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมต้องเร่งวางระบบประกันคุณภาพที่เข้มแข็ง เพื่อให้มั่นใจว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักธรรมหรือเปรียญธรรมทั่วประเทศมีมาตรฐานทางวิชาการที่ทัดเทียมกัน
  • การปรับตัวเชิงสมรรถนะของบุคลากร: สถานศึกษาต้องปรับเปลี่ยนจากการเรียนการสอนรูปแบบดั้งเดิม สู่ระบบที่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้บุคลากรครูสงฆ์ก้าวทันพลวัตการเรียนรู้ของโลกยุคใหม่

บทสรุป

การเทียบวุฒิการศึกษาทางธรรมสู่สากลภายใต้กฎหมายปี 2562 มิใช่เพียงการแสวงหาใบปริญญาหรือสถานะทางสังคม แต่เป็นการยืนยันว่า “ปัญญาพุทธธรรม” คือศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและมีมาตรฐานที่สากลยอมรับ สำหรับคนรุ่นใหม่ในร่มกาสาวพัสตร์ เส้นทางการศึกษานี้จึงไม่ใช่การแยกตัวออกจากโลก แต่คือการบ่มเพาะความเป็น “ศาสนทายาทรุ่นใหม่” ที่มีปัญญาอันลึกซึ้งและวิทยฐานะที่มั่นคง พร้อมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมไทยสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *