พระอำนาจและบทบาทเชิงบริหารของสมเด็จพระสังฆราชภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑: บทวิเคราะห์เชิงกฎหมายและการปกครองพุทธจักร

ในบริบทของสังคมไทย “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงดำรงฐานะเป็นศูนย์รวมจิตใจในฐานะประมุขแห่งศาสนจักร ทว่าในมิติทางนิติศาสตร์และการบริหารราชการคณะสงฆ์ พระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” ผู้นำสูงสุดผู้กุมบังเหียนในการขับเคลื่อนโครงสร้างพุทธศาสนาให้ดำเนินไปอย่างมีเอกภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งนับเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายครั้งสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อพระอำนาจหน้าที่และการบริหารงานปกครองสงฆ์ในยุคปัจจุบัน


๑. ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม: องค์ประธานแห่งอุตรสภาสงฆ์

ตามโครงสร้างการปกครองภายใต้กฎหมายฉบับปัจจุบัน มหาเถรสมาคม (มส.) คือองค์กรบริหารสูงสุดที่มีอำนาจในการวางนโยบายและระเบียบปฏิบัติของพุทธจักร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญใน พ.ร.บ. ฉบับที่ ๔ คือการกำหนดที่มาของกรรมการมหาเถรสมาคมจำนวนไม่เกิน ๒๐ รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งจากพระภิกษุที่มีพรรษาและจริยวัตรอันเหมาะสม ในกระบวนการนี้ สมเด็จพระสังฆราชทรงมีบทบาทสำคัญในการถวายคำปรึกษาและประสานงานเพื่อให้การแต่งตั้งกรรมการสอดคล้องกับทิศทางการปกครองคณะสงฆ์ สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างพระราชอำนาจและประสบการณ์การปกครองของประมุขสงฆ์อย่างเป็นรูปธรรม

๒. กลไกการกลั่นกรองและกำกับดูแลเชิงคุณภาพ

การบริหารจัดการองค์กรสงฆ์ที่มีสมาชิกจำนวนมากจำเป็นต้องมีระบบการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระอำนาจในการ แต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ เพื่อทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองวาระงานก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม

บทบาทนี้เปรียบเสมือนการวางระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ทางความคิดและการตัดสินใจ โดยเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาจะต้องผ่านสายพระเนตรและการกลั่นกรองเพื่อให้แน่ใจว่ามติที่ออกมานั้นมีความถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง อันจะนำไปสู่ความเลื่อมใสศรัทธาที่มั่นคงของพุทธบริษัท

๓. พระอำนาจบัญชาการและการธำรงวินัยสงฆ์

ในมิติของการรักษาระเบียบวินัย สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระอำนาจในการ บัญชาการคณะสงฆ์ ทั่วราชอาณาจักร โดยพระสังฆาธิการทุกระดับมีหน้าที่ปกครองพระภิกษุสามเณรในสังกัดให้ปฏิบัติตามพระบัญชาอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ในกระบวนการยุติธรรมทางสงฆ์หรือการลง “นิคหกรรม” (การลงโทษตามพระวินัย) สมเด็จพระสังฆราชในฐานะประธานมหาเถรสมาคม ทรงเป็นผู้มีพระอำนาจวินิจฉัยในชั้นสุดท้าย หรือ “ชั้นฎีกา” ซึ่งคำวินิจฉัยของพระองค์ถือเป็นที่สิ้นสุดในทางธรรมและทางกฎหมาย เป็นการตอกย้ำบทบาทของพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของสังฆมณฑล

๔. การวางรากฐานศาสนทายาทและการศึกษาพระปริยัติธรรม

การทำงานที่สอดประสานกันระหว่าง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) และ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ชูบทบาทของสมเด็จพระสังฆราชในฐานะผู้นำด้านการศึกษา โดยพระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ภายใต้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

ภารกิจนี้ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรทางศาสนายุคใหม่ พระองค์ทรงกำกับนโยบายเพื่อให้การเรียนการสอนแผนกธรรมและบาลีมีมาตรฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง เทียบเท่าเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาชาติ และสอดคล้องกับบริบทของสังคมโลกในปัจจุบัน

๕. ศูนย์กลางการเชื่อมโยงระหว่างพุทธจักรและอาณาจักร

พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ฉบับปัจจุบันเน้นย้ำถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาและถอดถอนสมณศักดิ์ รวมถึงตำแหน่งปกครองระดับสูง ในทางปฏิบัติ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหลักในการ ถวายความเห็นและดำเนินการขอรับพระราชดำริ เกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

ความเชื่อมโยงนี้สะท้อนให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็น “สะพาน” ที่มั่นคงระหว่างศรัทธาของหมู่สงฆ์กับโบราณราชประเพณี เพื่อธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้เป็นปึกแผ่นและยั่งยืน


บทสรุป

ภายใต้วิวัฒนาการทางกฎหมายของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ทรงดำรงฐานะเป็น “ผู้นำเชิงบริหาร” ที่มีพระอำนาจหน้าที่ชัดเจนในการกำกับดูแลพุทธจักรให้มีความเรียบร้อย การทำความเข้าใจบทบาทของพระองค์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พุทธศาสนิกชนเห็นถึงกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) ภายในสังฆมณฑลไทย เพื่อให้ศรัทธายังคงความศักดิ์สิทธิ์และโปร่งใสท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *