พุทธอาณาจักรส่วนภูมิภาค: บทวิเคราะห์เชิงนิติศาสตร์และโครงสร้างการปกครองสงฆ์ไทย ๑๘ ภาค
ในมิติของการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีศาสนสถานภายใต้การดูแลกว่า ๓๐,๐๐๐ แห่งทั่วราชอาณาจักร คณะสงฆ์ไทยจำเป็นต้องมีกลไกการปกครองที่มีประสิทธิภาพเพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันศาสนาและความเรียบร้อยของสังฆมณฑล ภายใต้กฎหมายและ “คู่มือพระสังฆาธิการ” โครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาคถูกออกแบบมาอย่างรัดกุม โดยเป็นการสอดประสานระหว่างพระธรรมวินัยและระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้พุทธจักรไทยขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคงและสง่างามท่ามกลางพลวัตของโลกสมัยใหม่
๑. ลำดับชั้นแห่งอธิปไตยสงฆ์: การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ๔ ระดับ
ตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕) มาตรา ๒๑ ได้วางรากฐานการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) เพื่อให้การกำกับดูแลเข้าถึงทุกอารามอย่างทั่วถึง โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๔ ระดับชั้นหลัก ดังนี้
๑. ระดับภาค: หน่วยบริหารระดับมหภาคที่ทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์และกำกับดูแลภาพรวมกลุ่มจังหวัด ๒. ระดับจังหวัด: หน่วยบริหารระดับกลางที่ดูแลความเรียบร้อยและนโยบายภายในเขตจังหวัด ๓. ระดับอำเภอ: หน่วยปฏิบัติการสำคัญที่เชื่อมโยงคำสั่งจากจังหวัดสู่ระดับท้องถิ่น ๔. ระดับตำบล: หน่วยบริหารฐานรากที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับเจ้าอาวาสและพุทธศาสนิกชนมากที่สุด
ในแต่ละระดับจะมีพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่ง “เจ้าคณะ” (อาทิ เจ้าคณะภาค, เจ้าคณะจังหวัด) ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในเขตพื้นที่นั้นๆ โดยมีมหาเถรสมาคมเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง “รองเจ้าคณะ” เพื่อสนับสนุนภารกิจตามความเหมาะสมของปริมาณวัดและประชากรสงฆ์ในพื้นที่
๒. การจัดการพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์: นิยามแห่งปกครอง ๑๘ ภาค
เพื่อให้การบริหารจัดการพุทธจักรมีความคล่องตัวและสอดคล้องกับบริบททางภูมิศาสตร์ มหาเถรสมาคมจึงได้ตรา กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๓๕) และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อจำแนกเขตการปกครองคณะสงฆ์ออกเป็น ๑๘ ภาค โดยมิได้อิงตามเกณฑ์รัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เน้นความสะดวกในการสื่อสารและการเข้าถึงพื้นที่ อาทิ
- ภาค ๑: ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์กลางอำนาจบริหาร ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ
- ภาค ๑๔: ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ นครปฐม, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี และสมุทรสาคร
- ภาค ๑๖: ครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี และชุมพร
โครงสร้างนี้ช่วยให้ “เจ้าคณะใหญ่” ในแต่ละหน (หนกลาง, หนเหนือ, หนตะวันออก, หนใต้ และธรรมยุต) สามารถกำกับดูแลนโยบายและสอดส่องอธิกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
๓. นิติจารีตการแต่งตั้ง: จุดเชื่อมโยงระหว่างพุทธจักรและพระราชอำนาจ
การคัดสรรบุคลากรเข้าสู่ตำแหน่งปกครองสงฆ์ระดับสูงมิได้พิจารณาเพียงพรรษายุกาล แต่ต้องเพียบพร้อมด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ โดยเฉพาะภายหลังการปรับปรุง กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๖๓) กระบวนการแต่งตั้งหรือถอดถอนตำแหน่ง เจ้าคณะภาค และ เจ้าคณะจังหวัด จะต้องมีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบและดำเนินการตามพระราชดำริ ก่อนที่มหาเถรสมาคมจะมีมติเป็นทางการ สิ่งนี้สะท้อนถึงนัยสำคัญของตำแหน่งผู้บริหารสงฆ์ในฐานะฟันเฟืองที่ค้ำจุนทั้งพุทธอาณาจักรและอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่น
๔. พันธกิจแห่งพระสังฆาธิการ: การปกครองและการคุ้มครองศรัทธา
ภายใต้ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ พระสังฆาธิการส่วนภูมิภาคมิได้ดำรงตำแหน่งเพียงเพื่อประกอบศาสนพิธี แต่มีสถานะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐและธรรมวินัยในการ “กวดขันและควบคุม” โดยมีภารกิจหลักในยุคดิจิทัลที่น่าสนใจดังนี้
- การธำรงความสงบเรียบร้อย: กำกับดูแลมิให้พระภิกษุสามเณรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม
- การคุ้มครองพุทธสถาน: จัดระเบียบอุโบสถและเขตวัดมิให้เป็นพื้นที่การค้าวัตถุมงคลในลักษณะที่ไม่งาม และควบคุมการใช้เสียงที่รบกวนชุมชน
- การพัฒนาศาสนทายาท: ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมและสำนักปฏิบัติธรรม เพื่อยกระดับความรู้และความประพฤติของบุคลากรสงฆ์ให้เป็นที่พึ่งทางปัญญาของประชาชน
บทสรุป
โครงสร้างการปกครองสงฆ์ไทยจากระดับ ๑๘ ภาค ลงสู่ระดับตำบล คือสถาปัตยกรรมทางการบริหารที่ทำให้พุทธศาสนาในประเทศไทยสามารถธำรงความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเลื่อมใสไว้ได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง สำหรับคนรุ่นใหม่ การทำความเข้าใจระบบนี้จะช่วยให้เห็นว่า “วัด” มิใช่เพียงศาสนสถานเชิงกายภาพ แต่คือองค์กรที่มีธรรมาภิบาล มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ และมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้ศรัทธาของประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างโปร่งใสและยั่งยืน

