พรมแดนที่ไร้การปิดกั้น: พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ในการบูรณาการมหายานและภาษาสันสกฤต
ในอดีต บริบทการศึกษาพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมักจำกัดวงอยู่ภายใต้กรอบของนิกายเถรวาทและภาษาบาลีเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้จารึกพระไตรปิฎกและคัมภีร์ชั้นอรรถกถา พระภิกษุสามเณรในยุคนั้นมุ่งเน้นการสืบทอดพระศาสนาตามจารีตประเพณีดั้งเดิม ทว่าท่ามกลางกระแสการหมุนเวียนของโลกในยุคปฏิรูป สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงปรากฏในฐานะปราชญ์ผู้กล้าที่จะ “ข้ามพรมแดน” ทั้งทางนิกายและภาษา เพื่อยกระดับพุทธธรรมสู่ความเป็นสากล
๑. ภาษาสันสกฤต: กุญแจไขความกระจ่างแห่งพุทธพจน์
ในขณะที่วงการสงฆ์ส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญเฉพาะภาษาบาลี สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในเชิงภาษาศาสตร์ โดยทรงเล็งเห็นว่าภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตนั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะภาษาตระกูลเดียวกัน และเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของภาษาไทย
พระองค์มิได้ทรงศึกษาเพียงภาษาบาลีตามขนบ แต่ทรงแตกฉานในภาษาสันสกฤตอย่างลึกซึ้ง และทรงนำความรู้นี้มาเป็นเครื่องมือทางปัญญาเพื่ออธิบายขยายความภาษาบาลีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังที่ปรากฏในงานพระนิพนธ์เรื่อง “วิธีใช้อักษรในภาษามคธเทียบกับภาษาสํสฺกฺฤต” นวัตกรรมทางวิชาการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงรากเหง้าของภาษา มากกว่าเพียงการท่องจำตามแบบแผนเดิม
๒. วัชรัจเฉทิกาสูตร: การเชื่อมโยงสัจธรรมข้ามสายนิกาย
หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ปราศจากอคติทางนิกาย คือการที่พระองค์ทรงหยิบยกคัมภีร์ของฝ่าย “มหายาน” ขึ้นมาศึกษาและแปลเป็นภาษาไทย โดยทรงแปลจากต้นฉบับภาษาสันสกฤตโดยตรง มิได้ผ่านการแปลจากภาษาตะวันตกอย่างที่นิยมในยุคหลัง พระสูตรสำคัญที่ทรงแปลและยังคงเป็นมรดกทางปัญญามาจนถึงปัจจุบันคือ “วัชรัจเฉทิกาสูตร” (Vajracchedika Prajnaparamita Sutra)
การที่สมเด็จพระสังฆราชแห่งนิกายเถรวาททรงบรรจงแปลคัมภีร์ปรัชญาฝ่ายเหนือที่ว่าด้วยเรื่อง “สุญญตา” (ความว่าง) อย่างลึกซึ้ง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของพระองค์ที่ว่า “สัจธรรมไม่มีพรมแดนขวางกั้น” พระองค์มุ่งแสวงหาแก่นธรรมจากทุกแหล่งคัมภีร์เพื่อวางรากฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยให้มีความรอบด้านและเป็นสากล
๓. มรดกแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง
การศึกษาข้ามสายนิกายในลักษณะนี้ มิใช่เพียงการแสดงพระอัจฉริยภาพทางภาษา แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางวิชาการที่เปิดกว้าง พระองค์ยังทรงส่งเสริมให้ศาสนทายาทเรียนรู้ทั้งภาษาบาลีและสันสกฤตควบคู่กันไป ถึงขนาดมีการจ้างครูชาวต่างประเทศมาสอนในมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความรู้ที่หลากหลายเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
บทสรุป
รอยจารึกจากการแปล “วัชรัจเฉทิกาสูตร” จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่เตือนใจนักวิชาการพุทธศาสนารุ่นหลังว่า การเป็นผู้รู้แจ้งนั้นต้องไม่ยึดติดอยู่เพียงในกรอบของตนเอง แต่ต้องกล้าที่จะเปิดหน้าต่างแห่งการเรียนรู้เพื่อรับแสงสว่างแห่งปัญญาจากทุกทิศทาง อันจะนำไปสู่การรักษาและเผยแผ่พระธรรมวินัยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

