วัด หรือ สำนักสงฆ์? ถอดรหัส “ตัวตนทางกฎหมาย” และปมดราม่านิติบุคคลที่สั่นคลอนพุทธจักรไทย

ในยุคที่เราให้ความสำคัญกับ “Digital Identity” หรือตัวตนบนโลกออนไลน์ ทราบหรือไม่ว่าในสังฆมณฑลไทยก็มีประเด็นเรื่อง “Legal Identity” หรือตัวตนทางกฎหมายที่ซับซ้อนและชวนปวดหัวไม่แพ้กัน หลายคนเวลาเดินทางไปทำบุญอาจเคยสังเกตเห็นป้ายชื่อสถานที่ บางแห่งใช้คำว่า “วัด…” แต่บางแห่งกลับใช้คำว่า “สำนักสงฆ์…” สองคำนี้ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อเรียก แต่มันคือปมปัญหาทางกฎหมายระดับชาติที่ทำให้ศาลฎีกาและกฤษฎีกาต้องออกมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน วันนี้เราจะไปเจาะลึกกันว่า “สถานะนิติบุคคล” ของวัดสำคัญอย่างไร และทำไมเรื่องนี้ถึงส่งผลกระทบต่อเงินทำบุญและที่ดินของพุทธศาสนิกชน


๑. นิยามที่แตกต่าง: เมื่อ “วัด” ไม่ได้มีแค่เวอร์ชันเดียว

ตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕) มาตรา ๓๑ ได้วางโครงสร้างสถานะของวัดในประเทศไทยออกเป็น ๒ ประเภทหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางพื้นที่และศาสนพิธี ดังนี้

  1. วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา: คือวัดที่มีความสมบูรณ์สูงสุด มีเขตแดนที่ได้รับพระราชทานอนุญาตจากพระมหากษัตริย์เพื่อใช้ทำสังฆกรรม (เช่น การอุปสมบท) ได้อย่างสิทธิขาด
  2. สำนักสงฆ์: ในทางกฎหมายคือวัดที่ได้รับอนุญาตให้สร้างและตั้งวัดเรียบร้อยแล้ว มีพระภิกษุพำนักประจำ แต่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

หากเราย้อนกลับไปดูรากศัพท์จากกฎหมายเก่าอย่าง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ จะพบความจริงที่น่าสนใจว่า “สำนักสงฆ์” ก็คือวัดนั่นเอง เพียงแต่เป็นวัดที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อรอการประกาศเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ให้สมบูรณ์


๒. “นิติบุคคล”: หัวใจของการทำธุรกรรมในโลกแห่งความจริง

ทำไมสถานะ “นิติบุคคล” ถึงสำคัญ? คำตอบง่ายๆ คือ หากปราศจากสถานะนี้ วัดจะไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ในการทำนิติกรรมใดๆ ได้เลย เช่น

  • การรับโอนมรดกที่ดินจากผู้มีจิตศรัทธา
  • การทำสัญญาจ้างก่อสร้างโบสถ์หรือวิหาร
  • การฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของวัด

กฎหมายคณะสงฆ์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ให้วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล” และให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด ซึ่งตามเจตนารมณ์เดิม สถานะนี้ควรครอบคลุมทั้งวัดที่มีวิสุงคามสีมาและสำนักสงฆ์ เพื่อให้การจัดการศาสนสมบัติเดินหน้าไปได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มตั้งวัด


๓. ปมดราม่าระดับชาติ: เมื่อศาลและกฤษฎีกามองคนละมุม

ปัญหากลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อเกิดคดีความขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์กฎหมายไทย นั่นคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๐๖๕/๒๕๕๔ (กรณีวัดป่ามหาไชย) ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วสังฆมณฑล

มุมมองของศาลฎีกา: วินิจฉัยว่า วัดที่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (สำนักสงฆ์) “ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล” ผลที่ตามมาคือ สำนักสงฆ์ไม่มีอำนาจฟ้องร้องในคดีที่ดิน ส่งผลให้วัดจำนวนนับพันแห่งทั่วประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงทันทีหากมีข้อพิพาททางกฎหมาย

มุมมองของคณะกรรมการกฤษฎีกา: ออกมาให้ความเห็นแย้ง (เรื่องเสร็จที่ ๓๓๖/๒๕๕๕) โดยยืนยันว่า หากตีความตามตัวอักษรของกฎหมายคณะสงฆ์ สำนักสงฆ์ถือเป็น “วัด” ประเภทหนึ่ง ดังนั้น ต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคลโดยอัตโนมัติ เพื่อให้เจ้าอาวาสมีอำนาจในการปกป้องรักษาทรัพย์สินที่ประชาชนบริจาคมา

ความขัดแย้งทางความเห็นนี้เปรียบเสมือนการสู้กันระหว่าง “ความเคร่งครัดตามตัวอักษร” (ศาล) กับ “เจตนารมณ์เพื่อส่วนรวม” (กฤษฎีกา) ซึ่งผู้ที่รับผลกระทบเต็มๆ คือพระสังฆาธิการและพุทธศาสนิกชน


๔. ผลกระทบที่มากกว่าแค่ตัวอักษร: ใครบ้างที่ต้องรับมือ?

ความสุมคลุมเครือทางกฎหมายนี้ทำให้เกิดช่องว่างในการบริหารจัดการวัดหลายประการ

  1. การถือครองที่ดิน: หากสำนักสงฆ์ไม่ใช่นิติบุคคล การรับโอนที่ดินบริจาคจะกลายเป็นฝันร้ายทางธุรการ และเสี่ยงต่อการถูกยึดครองโดยมิชอบ
  2. สถานะเจ้าพนักงาน: มีคำถามท้าทายว่า หากสำนักสงฆ์ไม่มีตัวตนทางกฎหมาย แล้วเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ยังเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่? (ซึ่งกฤษฎีกายืนยันว่าเป็น เพื่อให้ยังมีการตรวจสอบการทุจริตได้)
  3. งบประมาณและการสนับสนุน: แม้จะมีปัญหาในชั้นศาล แต่ในทางบริหาร สำนักสงฆ์ยังคงต้องได้รับนิตยภัต (เงินอุดหนุนรายเดือน) และงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนงานพระศาสนา

๕. บทสรุป: สถานะปัจจุบันที่พุทธบริษัทต้องมั่นใจ แม้ในหน้าประวัติศาสตร์กฎหมายจะเคยมี “ปมดราม่า” ระหว่างศาลและกฤษฎีกา แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบัน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหน่วยงานภาครัฐ ยึดถือตามแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานหลักในการบริหารราชการ

  • สำนักสงฆ์ คือ นิติบุคคล: ทันทีที่มีประกาศตั้งวัด (ใบ ว.๒) วัดนั้นมีตัวตนทางกฎหมายสมบูรณ์ สามารถเปิดบัญชี รับโอนที่ดิน และทำนิติกรรมได้ทันที
  • เจ้าอาวาสคือเจ้าพนักงาน: มีอำนาจเต็มในการดูแลรักษาทรัพย์สินและบริหารจัดการวัดภายใต้กฎหมายอาญา
  • วิสุงคามสีมา คือความสมบูรณ์ขั้นสูงสุด: เป็นการเพิ่ม “อธิปไตย” ในการทำสังฆกรรมและยกเว้นภาษีบางประเภท แต่ไม่ใช่เงื่อนไขของการมีตัวตนทางกฎหมาย

ทางออกสู่ความมั่นคง: ถึงแม้ปัจจุบันเราจะเดินหน้าได้ตามความเห็นกฤษฎีกา แต่เพื่อปิดช่องว่างทางเทคนิคในชั้นศาลอย่างถาวร การ “แก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์” ให้ระบุคำว่านิติบุคคลคู่กับสำนักสงฆ์อย่างชัดเจน จึงเป็นภารกิจที่คนรุ่นใหม่และผู้เกี่ยวข้องต้องช่วยกันผลักดัน เพื่อให้ “ศรัทธา” ของประชาชนได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายอย่างไร้รอยต่อครับ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *