ศาสนทายาทในศตวรรษที่ 21: วิเคราะห์เจาะลึกคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของพลวัตโลกในปัจจุบัน บทบาทของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมมิได้จำกัดอยู่เพียงการสืบทอดพระธรรมวินัยตามโบราณราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักในการบ่มเพาะทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยให้มีความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ, หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการกำหนดทิศทางในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่เพียบพร้อม ทั้งในมิติของพุทธจักรและอาณาจักร เพื่อผลิต “ศาสนทายาท” ที่สมบูรณ์แบบในโลกสมัยใหม่
เป้าหมายแห่งการบ่มเพาะ: ความเป็นเลิศที่เปี่ยมด้วยปัญญาพุทธธรรม
ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ได้วางรากฐานการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยมุ่งเน้นความเป็นเลิศที่เปี่ยมด้วยปัญญาพุทธธรรม การจัดการศึกษาในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งประกอบด้วย สำนักเรียน สำนักศาสนศึกษา และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในคุณค่าแห่งหลักธรรม และการผลิตผู้เรียนให้มีคุณธรรมนำความรู้, สิ่งนี้คือการบูรณาการระหว่างปัญญาทางธรรมเข้ากับสำนึกในความเป็นพลเมืองที่ดีของท้องถิ่นและประเทศชาติ
เจาะลึก 7 คุณลักษณะที่พึงประสงค์: มาตรฐานใหม่ของผู้เรียนพระปริยัติธรรม
เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติฯ ได้บัญญัติคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนไว้อย่างลุ่มลึก 7 ประการ ดังนี้
1. การเป็นศาสนทายาทที่ดีและพลเมืองที่ดีของสังคม คุณลักษณะประการแรกมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างบทบาทในสมณเพศและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ผู้เรียนต้องตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2. ความเป็นเลิศทางวิชาการและทักษะในพระพุทธศาสนา หัวใจของการศึกษาพระปริยัติธรรมคือ “ปัญญา” ผู้เรียนต้องมีความรู้เชิงลึกและทักษะที่แตกฉานในวิชาการทางพระพุทธศาสนา ซึ่งครอบคลุมทั้งการศึกษาพระไตรปิฎก ภาคภาษาบาลี และภาคภาษาไทย เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปเผยแผ่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
3. นิสัยใฝ่หาความรู้และการเคร่งครัดในวินัยสงฆ์ ความรู้ต้องมาพร้อมกับระเบียบวินัย ผู้เรียนต้องมีจิตใจที่ใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ (Lifelong Learning) ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ และพระวินัยบัญญัติอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความศรัทธาและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังฆมณฑล
4. สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีสุขภาวะที่ดี เนื่องจากการมีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญต่อการศึกษาเล่าเรียนและการบำเพ็ญสมณธรรม
5. จิตสำนึกในการอนุรักษ์ศาสนสมบัติและสิ่งแวดล้อม ผู้เรียนต้องมีความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของศาสนสมบัติ ทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่น เสนาสนะและโบราณวัตถุ และที่เป็นนามธรรม รวมถึงการร่วมอนุรักษ์และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมภายในวัดให้สัปปายะ
6. ความภูมิใจในสมณเพศและความจงรักภักดี ความภาคภูมิใจในสถานะนักบวชเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการรักษาพรหมจรรย์ คุณลักษณะนี้เน้นย้ำให้ผู้เรียนมีความกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
7. ความคิดสร้างสรรค์และการส่งเสริมความเจริญสู่ชุมชน ในโลกยุคใหม่ ผู้เรียนพระปริยัติธรรมต้องไม่ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาและส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเจริญแก่ชุมชนและสังคมโดยรวม
บทสรุป: พลังขับเคลื่อนพุทธศาสนาผ่านการพัฒนาผู้เรียน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 7 ประการนี้ มิได้เป็นเพียงข้อความในตัวบทกฎหมาย แต่เป็น “ยุทธศาสตร์” ในการสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ การที่รัฐเข้ามาสนับสนุนงบประมาณและรับรองวิทยฐานะให้เทียบเท่าการศึกษาภาคปกติสะท้อนถึงการยอมรับในคุณภาพของผู้เรียนเหล่านี้, เมื่อผู้เรียนในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมเพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะดังกล่าว พระพุทธศาสนาในประเทศไทยย่อมจะมี “ขุมพลังทางปัญญา” ที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะธำรงรักษาความเชื่อและความศรัทธาให้เป็นท่ีพึ่งทางจิตวิญญาณแก่สังคมสืบไปอย่างยั่งยืน

