ธรรมบาลแห่งพุทธจักร: วิเคราะห์นิติฐานะและบทบาท “ไวยาวัจกร” ในฐานะผู้บริหารจัดการทรัพย์สินแห่งศรัทธา
ในระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “วัด” มิได้ดำรงฐานะเพียงศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนเท่านั้น แต่ทรงสถานะเป็น นิติบุคคล ตามกฎหมาย ซึ่งมาพร้อมกับภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการศาสนสมบัติและทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ท่ามกลางภารกิจอันล้นมือของเจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนของวัด ปรากฏตำแหน่งสำคัญที่เป็นเสมือน “แขนซ้ายและแขนขวา” ในฝ่ายฆราวาสนั่นคือ “ไวยาวัจกร” บทความนี้จะนำท่านไปวิเคราะห์เจาะลึกถึงบทบาท หน้าที่ และนัยสำคัญของตำแหน่งนี้ตามที่ระบุไว้ใน คู่มือพระสังฆาธิการ ฉบับปี ๒๕๖๗ และระเบียบมหาเถรสมาคม เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงกลไกการสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในการจัดการทรัพย์สินแห่งศรัทธาให้ก้าวทันโลกยุคปัจจุบัน
๑. นิยามและสถานะ: “ผู้ปรนนิบัติสงฆ์” ในมิติทางนิติศาสตร์
หากพิจารณาตามระเบียบมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) คำว่า “ไวยาวัจกร” ถูกนิยามไว้อย่างมีนัยสำคัญในเชิงอำนาจหน้าที่ ดังนี้:
“ไวยาวัจกร” หมายถึง คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
นัยสำคัญของนิยามนี้สะท้อนว่า ไวยาวัจกรมิได้เป็นเพียงอาสาสมัครตามศรัทธาหรือมัคนายกผู้นำสวดเท่านั้น แต่เป็น “ผู้ใช้อำนาจแทนเจ้าอาวาส” ในมิติทางแพ่งและพาณิชย์ โดยมี “หนังสือมอบหมาย” เป็นเครื่องยืนยันเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายบ้านเมือง
๒. ตะแกรงร่อนบุคลากร: คุณสมบัติของผู้กุม “ถุงเงินแห่งศรัทธา”
เนื่องจากต้องรับผิดชอบทรัพย์สินอันเกิดจากศรัทธาของสาธารณชน กฎหมายสงฆ์จึงกำหนดคุณสมบัติของไวยาวัจกรไว้อย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่า “ผู้ดูแลทรัพย์” จะเป็นผู้ที่มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิที่เพียบพร้อม:
- ความมั่นคงทางจริยธรรม: ต้องเป็นพุทธบริษัทที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ และไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี (เช่น ไม่เป็นนักเลงการพนัน หรือเสพสุราเป็นอาจิณ)
- ความโปร่งใสในอดีต: ต้องไม่เป็นผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เคยถูกลงโทษให้ออกจากราชการฐานทุจริต และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เคยต้องคำพิพากษาจำคุกในคดีเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
- ความพร้อมทางกายภาพและสติปัญญา: ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ มีร่างกายแข็งแรง และมีสัมปชัญญะที่สมบูรณ์
๓. กระบวนการแต่งตั้ง: กลไกตรวจสอบถ่วงดุล (Checks and Balances)
กระบวนการสรรหาไวยาวัจกรสะท้อนถึงหลักการบริหารจัดการที่มีส่วนร่วมภายในวัด แม้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสในการคัดเลือก แต่กฎหมายกำหนดให้ต้อง “ปรึกษาสงฆ์ในวัด” เพื่อพิจารณาความเหมาะสมร่วมกัน
เมื่อหมู่คณะเห็นชอบแล้ว เจ้าอาวาสจึงออกหนังสือแต่งตั้งโดยต้องได้รับ “อนุมัติจากเจ้าคณะอำเภอ” อีกชั้นหนึ่ง กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดที่อาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน และเพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลที่จะมาดูแลทรัพย์สินเป็นที่ยอมรับของทั้งบรรพชิตและชุมชนโดยรอบ
๔. พันธกิจเชิงยุทธศาสตร์: การจัดการศาสนสมบัติและนิตยภัต
บทบาทของไวยาวัจกรในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยแบ่งงานออกเป็น ๒ ส่วนหลัก
- การจัดการนิตยภัต: รับผิดชอบเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนจากรัฐเพื่อถวายอุปถัมภ์แก่พระสังฆาธิการ
- การจัดการศาสนสมบัติ: ต้องปฏิบัติงานภายใต้ กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส การจัดทำบัญชีรับ-จ่ายที่ตรวจสอบได้ และการดูแลรักษาที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ซึ่งมีสถานะพิเศษทางกฎหมาย
๕. ความรับผิดชอบและการพ้นจากตำแหน่ง: ดาบสองคมแห่งอำนาจ
ตำแหน่งไวยาวัจกรมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่หนักแน่น หากมีการกระทำผิดที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สิน ไวยาวัจกรอาจต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในฐานะ “เจ้าพนักงาน” หรือผู้สนับสนุนการกระทำผิดในพุทธศาสนสถาน
กรณีที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง:
- การลาออก หรือถึงแก่กรรม
- มรณกรรมของเจ้าอาวาสผู้แต่งตั้ง: เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าอาวาสรูปใหม่ได้คัดเลือกผู้ที่ไว้วางใจเข้ามาปฏิบัติหน้าที่สืบต่อไป
- การถูกถอดถอน: หากพบว่าทุจริตต่อหน้าที่ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือขัดคำสั่งเจ้าอาวาสจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัด
บทสรุป: สะพานเชื่อมโลกกับธรรมในศตวรรษที่ ๒๑
ไวยาวัจกรในยุคปัจจุบันจึงมิใช่เพียงผู้ช่วยงานวัดตามประเพณี แต่คือ “ผู้บริหารจัดการทรัพย์สินมืออาชีพ” ที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้งในระเบียบสงฆ์ กฎหมายแพ่ง และหลักการบัญชีร่วมสมัย การที่พระสังฆาธิการคัดเลือกและกวดขันการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรอย่างเข้มงวดตามคู่มือพระสังฆาธิการ จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้ “ทรัพย์สินแห่งศรัทธา” ถูกเปลี่ยนเป็นพลังในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสง่างามสืบไป

