แม่กองสนามหลวง: จอมทัพทางปัญญาและวิวัฒนาการมาตรฐานการศึกษาสงฆ์ไทยสู่ระดับสากล
ในมิติของการบริหารการศึกษาแห่งชาติ เรามีกระทรวงศึกษาธิการและที่ประชุมอธิการบดีคอยวางรากฐานหลักสูตร ทว่าในอาณาจักรแห่งผ้าเหลืองที่ดำรงอยู่มานานนับพันปี การรักษาความถูกต้องของพระธรรมวินัยและการสืบทอดภาษาบาลีอันเป็นที่บรรจุพระพุทธพจน์ จำเป็นต้องมีผู้กำกับดูแลมาตรฐานวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตำแหน่ง “แม่กองบาลีสนามหลวง” และ “แม่กองธรรมสนามหลวง” จึงมิใช่เพียงตำแหน่งตามจารีตโบราณ แต่คือ “แม่ทัพทางปัญญา” ที่ได้รับความรองรับทางกฎหมายตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อขับเคลื่อนศาสนศึกษาไทยให้ก้าวทันพลวัตของโลกยุคใหม่
๑. นิยามแห่ง “แม่กอง”: คณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์พุทธศาสตร์
หากจะเปรียบเทียบการศึกษาแผนกธรรมและบาลีสนามหลวงเป็นการสอบวัดผลระดับชาติ (National Examination) แม่กองทั้งสองตำแหน่งย่อมเปรียบได้กับ “ประธานบอร์ดบริหารวิชาการ” ที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งขึ้นเพื่อรับผิดชอบภารกิจด้านศาสนศึกษาในแต่ละแผนก
ความสำคัญเชิงโครงสร้างในปัจจุบันคือ ทั้งแม่กองบาลีและแม่กองธรรมจะดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งใน คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ อาทิ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) การบูรณาการนี้คือสะพานเชื่อมระหว่าง “โลกแห่งศรัทธา” เข้ากับ “มาตรฐานการบริหารจัดการภาครัฐ” อย่างเป็นเอกภาพ
๒. ไตรภาคีแห่งภารกิจ: การธำรงความบริสุทธิ์ของพระไตรปิฎก
ภายใต้อำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในตัวบทกฎหมาย แม่กองทั้งสองมีพันธกิจหลักในการกำกับดูแลและส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยมุ่งเน้นสัมฤทธิผล ๓ ประการ
- การรักษามาตรฐานความถูกต้อง (Authenticity): กำกับดูแลเนื้อหาการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับหลักธรรมที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและโบราณราชประเพณี ป้องกันการบิดเบือนของหลักคำสอน
- การสร้างศาสนทายาทเชิงคุณภาพ (Quality Successors): ผลิตศาสนทายาทที่มี “ปัญญาพุทธธรรม” ควบคู่ไปกับการรักษาจริยวัตรตามพระธรรมวินัย เพื่อให้เป็นที่เลื่อมใสของพุทธบริษัท
- การยกระดับสู่สากล (Global Benchmarking): พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาชาติ เพื่อให้องค์ความรู้ทางธรรมมิได้จำกัดอยู่เพียงในอาราม แต่เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการระดับสากล
๓. อำนาจหน้าที่ตามนิติรัฐ: จากหลักสูตรสู่ธรรมาภิบาลทางการศึกษา
พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการที่แม่กองสังกัดอยู่ มีอำนาจในการ “กำหนดมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพ” รวมถึงการอนุมัติหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตรแผนกบาลีและแผนกธรรมสนามหลวงที่จะต้องผ่านการกลั่นกรองและเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม เพื่อประกันว่า “มรดกทางปัญญา” ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจะยังคงรากฐานเดิมไว้อย่างมั่นคง
นอกจากงานวิชาการ แม่กองยังมีบทบาทในการดูแลบุคลากรทางการศึกษา ทั้งผู้ปฏิบัติงานสอนและผู้สนับสนุน เพื่อให้ครูพระได้รับสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เหมาะสมภายใต้การเห็นชอบของกระทรวงการคลัง นับเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญที่ยกระดับ “การเรียนการสอนภายในวัด” ให้กลายเป็นสายวิชาชีพที่มีเกียรติยศและมีความมั่นคงทางสวัสดิการ
๔. นัยสำคัญต่อศาสนทายาท: ความเท่าเทียมแห่งวิทยฐานะ
หัวใจสำคัญของการรักษามาตรฐานภายใต้การกำกับดูแลของแม่กองในยุค ๕.๐ คือการ “เทียบวิทยฐานะ” ที่เข้มงวดและเป็นธรรม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษาของพระภิกษุสามเณร
| ระดับการศึกษา (ภายใต้แม่กอง) | วิทยฐานะที่ได้รับ (เทียบเท่ามาตรฐานชาติ) |
| นักธรรมเอก | มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๓) |
| เปรียญธรรม ๓ ประโยค (ป.ธ. ๓) | มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) |
| เปรียญธรรม ๙ ประโยค (ป.ธ. ๙) | ปริญญาตรี (วุฒิ ป.ธ. ๙) |
มาตรฐานที่แม่กองทั้งสองดำรงไว้ จึงเป็นหลักประกันว่าผู้สำเร็จการศึกษาจะมิได้มีเพียงความรู้ทางธรรมเพื่อการเผยแผ่เท่านั้น แต่ยังมี “วุฒิการศึกษา” ที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย สามารถนำไปต่อยอดปัญญาและสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยในหลากมิติอย่างเต็มภาคภูมิ
บทสรุป: พลังขับเคลื่อนศรัทธาด้วยกระบวนการทางปัญญา
บทบาทของแม่กองบาลีและแม่กองธรรมในวันนี้ จึงมิใช่เพียงเรื่องของจารีตพิธีกรรม แต่คือการบริหารจัดการ “ทุนทางปัญญา” ของพระพุทธศาสนาให้เกิดความยั่งยืน การทำงานร่วมกันระหว่างคณะสงฆ์และภาครัฐผ่านกลไกของแม่กอง คือตัวช่วยสำคัญที่เปลี่ยนผ่านพุทธศาสนาไทยจากการเป็นเพียงศาสนาแห่งพิธีกรรม ไปสู่การเป็น “สถาบันการศึกษา” ที่ทรงพลัง มีมาตรฐานทัดเทียมระดับสากล และเป็นที่พึ่งทางปัญญาให้แก่โลกดิจิทัลสืบไป

