พุทธธรรมาภิบาล: เจาะลึกนิติวิธีจัดการศาสนสมบัติวัดภายใต้กฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๖๔
ในมิติของนิติศาสตร์ไทย “วัด” มิได้ดำรงฐานะเพียงศูนย์รวมจิตใจหรือพื้นที่ประกอบศาสนพิธีเท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งส่งผลให้การบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดต้องดำเนินไปภายใต้ระเบียบแบบแผนที่รัดกุม การประกาศใช้ “กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔” จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปกระบวนการจัดการทรัพย์สินในพระพุทธศาสนา ให้สอดรับกับพลวัตของสังคมและระบบราชการร่วมสมัย บทความนี้จะนำท่านไปวิเคราะห์นัยสำคัญและโครงสร้างการบริหารจัดการภายใต้นิติวิธีใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลุ่มลึกในจุดตัดระหว่างพุทธจักรและอาณาจักร
๑. ปฐมบทแห่งการปฏิรูป: นัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ปี ๒๕๖๔
เดิมทีการดูแลรักษาศาสนสมบัติอ้างอิงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งบังคับใช้มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ทว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกและระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะการโอนย้ายภารกิจจากกรมการศาสนาสู่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยกระดับตัวบทกฎหมายให้มีความสากล ทันสมัย และสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาล (Good Governance) ที่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
๒. อนุกรมวิธานของศาสนสมบัติ: ทุนทางกายภาพแห่งสังฆมณฑล
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้อำนาจหน้าที่ กฎหมายคณะสงฆ์ได้จำแนกศาสนสมบัติออกเป็น ๒ ประเภทหลัก ตามวัตถุประสงค์และการถือครองดังนี้
- ศาสนสมบัติกลาง: หมายถึง ทรัพย์สินที่เป็นของพระพุทธศาสนาท่ีมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ในอำนาจการดูแลรักษาและจัดการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม
- ศาสนสมบัติของวัด: หมายถึง ทรัพย์สินที่เป็นสมบัติของวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ การบริหารจัดการต้องเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกฎกระทรวงกำหนด โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป
๓. บทบาท “เจ้าอาวาส” ในฐานะผู้บริหารจัดการสูงสุด (CEO of the Temple)
ภายใต้มาตรา ๓๗ และ ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสมิได้ปฏิบัติหน้าที่เพียงผู้นำทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ในทางนิติศาสตร์ เจ้าอาวาสถือเป็น “ผู้บริหารระดับสูง” ที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจน
- ภารกิจด้านการบริบาล: หน้าที่ในการบำรุงรักษาและจัดการวัดรวมถึงศาสนสมบัติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามมาตรฐานกฎหมาย
- การปกครองและสอดส่อง: ดูแลพฤติกรรมของบรรพชิตและคฤหัสถ์ในพื้นที่วัดให้ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคม
- อำนาจเชิงบังคับการ: ความสามารถในการสั่งการให้ผู้ที่อยู่อาศัยโดยมิชอบหรือไม่ตั้งอยู่ในโอวาทออกไปเสียจากพื้นที่วัด เพื่อรักษาความสงบสัปปายะ
๔. หัวใจของกฎกระทรวง ๒๕๖๔: มาตรฐานความโปร่งใสและระบบบัญชี
นวัตกรรมทางกฎหมายที่สำคัญในกฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๖๔ คือการวางรากฐานการจัดการโดยเน้นระบบการตรวจสอบ (Audit) และการจัดทำบัญชีที่มีมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด
- การบริหารการเงินและพัสดุ: สถานศึกษาพระปริยัติธรรมหรือหน่วยงานภายใต้วัด ต้องจัดให้มีการทำบัญชีและการตรวจสอบภายในอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการผู้รับผิดชอบ
- การจำหน่ายทรัพย์สิน: คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการเงิน พัสดุ และการพิจารณาจำหน่ายทรัพย์สินออกจากบัญชีเป็นสูญ (Write-off) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหาร แต่ยังคงไว้ซึ่งความถูกต้องเชิงธุรการ
๕. กลไกอุดหนุนและทำนุบำรุง: จาก “กองทุน” สู่ “สำนักปฏิบัติธรรม”
กฎหมายฉบับนี้มิได้มองเพียงการควบคุมเงินทอง แต่ยังครอบคลุมไปถึงการส่งเสริมพื้นที่ทางปัญญา เช่น การส่งเสริม สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ตามระเบียบมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ท่ีต้องทำงานสอดประสานกับการดูแลศาสนสมบัติ นอกจากนี้ ยังมีกลไก “กองทุนวัดช่วยวัด” ท่ีถูกออกแบบมาเพื่อสร้างระบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข สนับสนุนวัดที่ประสบภัยหรือขาดแคลนทรัพยากร เป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในสังฆมณฑลเอง
บทสรุป: ก้าวต่อไปของธรรมาภิบาลสงฆ์ไทย
การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดตามกฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๖๔ จึงมิใช่เพียงเรื่องของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แต่คือพันธกิจเชิงระบบระหว่างคณะสงฆ์ ภาครัฐ และพุทธบริษัท การมีโครงสร้างทางกฎหมายท่ีรัดกุมช่วยสร้างเกาะป้องกันความเสื่อมเสีย และยกระดับให้วัดมีสถานะเป็นสถาบันทางสังคมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญและที่พึ่งทางสติปัญญาให้แก่สังคมสืบไปอย่างยั่งยืน

