นิตินัยแห่งศาสนมณฑล: วิเคราะห์นิติวิธีและขั้นตอนการลงนิคหกรรม ปราการด่านสุดท้ายเพื่อธำรงความบริสุทธิ์ของศาสนจักรไทย

ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย ความมั่นคงของพระพุทธศาสนามิได้วางรากฐานอยู่เพียงการแผ่ขยายศรัทธาหรือการศาสนศึกษาเท่านั้น ทว่าหัวใจสำคัญที่ค้ำจุนศรัทธามหาชนคือการธำรงไว้ซึ่ง “ความบริสุทธิ์” ของพรหมจรรย์ตามพระธรรมวินัย เมื่อปรากฏกรณีพระภิกษุประพฤติละเมิดสิกขาบทอันนำมาซึ่งความมัวหมองแก่สถาบันสงฆ์ “นิคหกรรม” จึงกลายเป็นนิติวิธีทาง ศาสนจักร ที่ถูกนำมาใช้เพื่อจัดระเบียบและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังฆมณฑล

บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างและขั้นตอนของกระบวนการลงนิคหกรรมภายใต้ร่มเงาของ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และ กฎมหาเถรสมาคม เพื่อฉายภาพกลไกการคัดกรองบุคลากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางศีลธรรมและนิติรัฐในยุคปัจจุบัน


๑. ปรัชญาแห่งนิคหกรรม: การ “กำราบ” เพื่อการ “รักษา”

“นิคหกรรม” ตามนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การลงโทษตามพระธรรมวินัย ซึ่งถือเป็นกลไกการใช้อำนาจปกครองสงฆ์เพื่อให้บรรพชิตตั้งมั่นอยู่ในสมณสารูป ภายใต้มาตรา ๑๕ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติม) มหาเถรสมาคมทรงไว้ซึ่งอำนาจในการกำหนดโทษหรือวิธีลงนิคหกรรมเพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและระเบียบดีงามของ ศาสนจักร

ในเชิงนิติศาสตร์ ความผิดที่นำไปสู่การลงนิคหกรรมถูกจำแนกตามลำดับความร้ายแรง (Gravity of Offense) เป็น ๓ ระดับ ได้แก่

  • โทษสถานหนัก (Capital Offense): อาทิ อาบัติปาราชิก ๔ ซึ่งส่งผลให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุโดยอัตโนมัติ (สมานสังวาส)
  • โทษสถานกลาง (Intermediate Offense): อาทิ อาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการอยู่กรรม (วาสะ) เพื่อชำระตนให้บริสุทธิ์
  • โทษสถานเบา (Minor Offense): อาทิ อาบัติถุลลัจจัย หรือปาจิตตีย์ ที่สามารถระงับได้ด้วยการแสดงอาบัติ (เทศนาวิธี) ต่อหน้าคณะสงฆ์

๒. โครงสร้างตุลาการสงฆ์: ระบบสามชั้นเพื่อความยุติธรรม

เพื่อให้กระบวนการลงนิคหกรรมดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรมและเป็นเอกภาพ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ได้วางรากฐานกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ออกเป็น ๓ ชั้น สอดรับกับระบบศาลยุติธรรมทางโลกอย่างมีนัยสำคัญ คือ

  • ชั้นต้น: ดำเนินการโดยคณะผู้พิจารณาในระดับเขตหรือจังหวัดตามอำนาจหน้าที่
  • ชั้นอุทธรณ์: การพิจารณาทบทวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสงฆ์โดยคณะผู้พิจารณาในระดับที่สูงขึ้น
  • ชั้นฎีกา: อำนาจเด็ดขาดสูงสุดในการวินิจฉัยเป็นที่สุดโดยมหาเถรสมาคม

ทั้งนี้ อำนาจในการพิจารณาจะแปรผันตามลำดับชั้นการปกครองและสมณศักดิ์ของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาอธิกรณ์นั้นกระทำโดยพระเถระผู้ทรงวัยวุฒิและคุณวุฒิอย่างสง่างามและสมเกียรติแห่ง ศาสนจักร


๓. ขั้นตอนนิติกรรมสงฆ์: จากคำฟ้องสู่คำวินิจฉัย

กระบวนการทางคดีสงฆ์เริ่มต้นเมื่อมี “โจทก์” (ซึ่งอาจเป็นพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย) ยื่นคำฟ้องเป็นลายลักษณ์อักษรต่อเจ้าคณะผู้ปกครอง โดยต้องระบุรายละเอียดพฤติการณ์ วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุอย่างแจ้งชัด

เมื่อได้รับคำฟ้อง คณะผู้พิจารณาจะดำเนินการ “ไต่สวนมูลฟ้อง” (Preliminary Inquiry) เพื่อประเมินว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลเพียงพอหรือไม่ ในระหว่างการพิจารณา กฎหมายสงฆ์ให้ความสำคัญกับการแสวงหาข้อเท็จจริงผ่านพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ โดยที่ผู้ถูกกล่าวหา (จำเลย) ทรงไว้ซึ่งสิทธิในการนำสืบหักล้างเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ภายใต้หลักการฟังความทุกฝ่าย (Due Process)


๔. มาตรการบังคับและการสละสมณเพศ: จุดบรรจบระหว่างศาสนจักรและอาณาจักร

เมื่อกระบวนการพิจารณาสิ้นสุดและมีคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดให้ลงนิคหกรรมถึงขั้น “ให้สึก” พระภิกษุรูปนั้นต้องสละสมณเพศภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเป็นกรณีอุกฉกรรจ์ตามมาตรา ๒๖ ต้องดำเนินการภายใน ๒๔ ชั่วโมง หรือไม่เกิน ๓ วัน

ในกรณีที่ผู้ถูกนิคหกรรมขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย กฎหมายอาณาจักรจะเข้ามาทำหน้าที่สนับสนุนทันทีตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งระบุโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี นอกจากนี้ เจ้าอาวาสหรือพระสังฆาธิการผู้ปกครองยังสามารถขอ “อารักขา” หรือความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง (ตำรวจ) เพื่อดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยสงฆ์อย่างเด็ดขาด


บทสรุป: นิคหกรรมในฐานะเครื่องมือธรรมาภิบาลในศาสนจักร

กระบวนการลงนิคหกรรมมิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อการลงทัณฑ์ แต่คือการสร้าง “ระบบตรวจสอบและถ่วงดุล” (Checks and Balances) ภายใน ศาสนจักรไทย ความเคร่งครัดของพระสังฆาธิการในการตรวจสอบพฤติกรรมของบรรพชิตในปกครองตามนโยบายของมหาเถรสมาคม ย่อมเป็นปราการสำคัญในการป้องกันมิให้อลัชชีใช้ผ้ากาสาวพัสตร์แอบอ้างแสวงหาประโยชน์

ท้ายที่สุด นิคหกรรมคือกระจกสะท้อนความรับผิดชอบของคณะสงฆ์ต่อสังคม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาและความยั่งยืนของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินไทยสืบไปอย่างสง่างามและบริสุทธิ์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *