วิถีแห่งความบริสุทธิ์และนิติธรรม: วิเคราะห์มูลเหตุและมิติกฎหมายว่าด้วยการสละสมณเพศในศาสนจักรไทย
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย มาตรการขั้นเด็ดขาดที่ใช้ในการรักษาความบริสุทธิ์และเสถียรภาพของพระพุทธศาสนาคือการให้พระภิกษุ “สละสมณเพศ” หรือนิติวิธีในการบังคับให้สึก ซึ่งมิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะระเบียบวินัยภายในศาสนจักรเท่านั้น แต่ยังมีการบัญญัติรับรองไว้ในกฎหมายอาณาจักรอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) กระบวนการนี้เปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้ายที่ทำหน้าที่คัดกรองบุคลากรที่ไม่สามารถธำรงตนให้อยู่ในกรอบแห่งสมณสารูป เพื่อรักษาความศรัทธาและวิถีแห่งธรรมให้ยั่งยืนสืบไป บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงมูลเหตุแห่งความผิดและกระบวนการทางกฎหมายที่นำไปสู่การสิ้นสุดสถานะของความเป็นพระภิกษุตามที่ปรากฏใน คู่มือพระสังฆาธิการ และระเบียบมหาเถรสมาคมร่วมสมัย
๑. มิติแห่งพระธรรมวินัย: นิคหกรรมและมูลเหตุตามมาตรา ๒๗
หัวใจหลักของการสละสมณเพศเริ่มต้นจากความผิดทางพระธรรมวินัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของศาสนจักร ตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พระภิกษุที่ต้องคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ลง “นิคหกรรม” (การลงโทษตามวินัยสงฆ์) ถึงขั้นให้สึก จะต้องสละสมณเพศภายใน ๒๔ ชั่วโมงหลังจากได้รับทราบคำวินิจฉัย
นอกจากนี้ มาตรา ๒๗ ยังได้จำแนกมูลเหตุสำคัญที่นำไปสู่การบังคับสละสมณเพศไว้ ๔ ประการหลัก ซึ่งสะท้อนถึงธรรมาภิบาลในการปกครองสงฆ์ ได้แก่
| มูลเหตุตามกฎหมาย | คำอธิบายและนัยสำคัญ |
| การอารยะขัดขืนต่อนิคหกรรม | เมื่อได้รับโทษนิคหกรรมสถานอื่นที่ไม่ถึงขั้นให้สึก แต่พระภิกษุนั้นจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบของผู้ปกครองสงฆ์ |
| การละเมิดสิกขาบทเป็นอาจิณ | การเจตนาฝ่าฝืนพระธรรมวินัยอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย สะท้อนถึงการขาดความเคารพในธรรมวินัยอย่างรุนแรง |
| การไร้สังกัดอาราม | พระภิกษุต้องมีสังกัดวัดที่ชัดเจนเพื่อสิทธิและหน้าที่ในการปกครอง หากไร้ซึ่งสังกัดย่อมขาดสถานะที่กฎหมายรับรอง |
| การไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง | ป้องกันภาวะจาริกเร่ร่อนที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมอันเสื่อมเสียต่อศรัทธาของสาธารณชน |
๒. จุดบรรจบของกฎหมายอาณาจักร: คดีอาญาและอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่
ในกรณีที่พฤติกรรมของพระภิกษุคาบเกี่ยวกับกฎหมายอาณาจักร มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ได้วางหลักเกณฑ์การสละสมณเพศไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ดังนี้
- ขั้นตอนการพิจารณาคดี: หากพระภิกษุถูกจับกุมในข้อหาคดีอาญา และพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการพิจารณามิให้ปล่อยตัวชั่วคราว (ไม่ให้ประกันตัว) ประกอบกับไม่มีเจ้าอาวาสรับตัวไปดูแล หรือพระภิกษุนั้นไม่มีสังกัดที่ชัดเจน พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุนั้นสละสมณเพศได้ทันทีเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะคฤหัสถ์
- คำพิพากษาถึงที่สุด: เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกหรือกักขัง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมีหน้าที่บังคับให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศตามคำพิพากษา เพื่อรับโทษตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาณาจักร
๓. โลกวัชชะและสมณสารูปในบริบทสังคมร่วมสมัย
มหาเถรสมาคมได้วางบรรทัดฐานเพิ่มเติมผ่านมติและคำสั่งต่าง ๆ เพื่อกวดขันพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การเสียศรัทธาหรือ “โลกวัชชะ” (สิ่งที่ชาวโลกติเตียน) โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
- จริยธรรมออนไลน์และการสื่อสาร: การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม หรือการแสดงออกที่ขัดต่อเพศสภาพและสมณสารูป
- ความเป็นกลางทางการเมือง: การเข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองในลักษณะที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ถือเป็นการละเมิดคำสั่งศาสนจักรอย่างร้ายแรง
- กิจกรรมอเนสนา: การแสวงหาลาภสักการะที่ไม่ชอบด้วยธรรมเนียมสงฆ์ อาทิ การประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อการค้า หรือการอวดอ้างสรรพคุณวัตถุมงคลจนเกินขอบเขตแห่งพระธรรมวินัย
๔. บทบาทของพระสังฆาธิการในการตรวจสอบถ่วงดุล
พระสังฆาธิการทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงเจ้าคณะใหญ่ ทรงไว้ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการ “สอดส่องและกวดขัน” หากพบการกระทำความผิดที่ประจักษ์ชัด เจ้าอาวาสมีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้นออกไปเสียจากอาราม หรือเริ่มกระบวนการลงนิคหกรรมตามขั้นตอน
ข้อสังเกตทางกฎหมาย: หากพระภิกษุผู้ถูกวินิจฉัยให้สึกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วยังขัดขืน ไม่สละสมณเพศภายในเวลาที่กำหนด จะมีความผิดทางอาญาตามมาตรา ๔๓ ซึ่งระบุโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี เป็นการประสานอำนาจระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันสงฆ์
บทสรุป
การสละสมณเพศมิใช่เพียงมาตรการในการขับบุคลากรออกจากองค์กร แต่คือนิติวิธีที่แสดงให้เห็นว่า “วินัย” คือกระดูกสันหลังที่ค้ำจุนศาสนจักรไทย การที่รัฐและคณะสงฆ์วางเกณฑ์ที่เข้มงวดนี้ มิใช่เพื่อการลิดรอนสิทธิ แต่เพื่อรับประกันว่าผู้ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์นั้น คือผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในศรัทธาและกฎหมายบ้านเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้พระพุทธศาสนายังคงเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณที่สง่างามและทรงเกียรติในสังคมไทยสืบไป

