นิติธรรมแห่งศาสนจักร: เจาะลึกจริยาพระสังฆาธิการ มาตรฐานจริยธรรม และกลไกธรรมาภิบาลในการปกครองสงฆ์ไทย
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “พระสังฆาธิการ” มิได้ดำรงสถานะเพียงผู้นำทางจิตวิญญาณของพุทธบริษัทเท่านั้น ทว่าในทางนิติศาสตร์ พระสังฆาธิการยังทรงฐานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการวัดและปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ท่ามกลางความผันแปรของบริบทสังคมร่วมสมัย “จริยาพระสังฆาธิการ” จึงกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ใช้ชี้วัดสัมฤทธิผลและความถูกต้องของการใช้อำนาจการปกครอง โดยมี คู่มือพระสังฆาธิการ และกฎมหาเถรสมาคมเป็นแกนกลางในการวางมาตรฐานทางจริยธรรมและกลไกการตรวจสอบที่เข้มข้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพและศรัทธาต่อศาสนจักรไทยสืบไป
๑. นิยามและนัยสำคัญของ “จริยาพระสังฆาธิการ” ในฐานะจริยธรรมเชิงบริหาร
จริยาพระสังฆาธิการ คือข้อพึงปฏิบัติและระเบียบแบบแผนในการประพฤติตนของพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครอง ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสขึ้นไปจนถึงเจ้าคณะใหญ่ สาระสำคัญของจริยานี้มิได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาศีลธรรมส่วนบุคคล แต่ครอบคลุมถึง “จริยธรรมเชิงบริหาร” (Administrative Ethics) ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการควบคุม สอดส่อง และกำกับดูแลผู้อยู่ในปกครองให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม และพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
พระสังฆาธิการมีพันธกิจหลัก ๖ ด้าน คือ การปกครอง การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งในทุกมิติภารกิจล้วนมี “จริยา” เป็นเครื่องกำกับ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ (Maladministration)
๒. การยกระดับมาตรฐานจริยธรรม: ๔ มิติแห่งการกำกับดูแลในยุคใหม่
สืบเนื่องจากมติมหาเถรสมาคมที่ ๖๘๘/๒๕๖๐ และคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนต่าง ๆ ได้มีการกำหนดกรอบการปฏิบัติหน้าที่ของพระสังฆาธิการให้มีความชัดเจนและเข้มงวดสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันใน ๔ มิติหลัก ดังนี้
- การธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักและกฎหมาย: ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในการพิทักษ์กฎหมายบ้านเมือง และไม่กระทำการใด ๆ ที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
- ความสง่างามแห่งสมณสารูป: กวดขันพฤติกรรมอันเป็นที่ติเตียนของชาวโลก (โลกวัชชะ) อาทิ การแสดงกิริยาวาจาไม่สอดคล้องกับสมณเพศ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่มิชอบ หรือการพำนักในสถานอโคจร
- ความเคร่งครัดในนิติธรรมสงฆ์: รักษาและเชิดชูพระธรรมวินัยเป็นวิถีปฏิบัติพื้นฐาน และกำกับดูแลให้ลูกวัดตั้งมั่นอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล
- ธรรมาภิบาลภายในศาสนสถาน: ป้องกันการมอมเมาประชาชนผ่านการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องวัตถุมงคล หรือการใช้พื้นที่อุโบสถเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อันเกินขอบเขตแห่งความพอดี
๓. เมื่อความย่อหย่อนคือความผิด: กลไกและลำดับการลงโทษทางวินัย
นัยสำคัญของกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๔๑) คือการระบุว่า “ความย่อหย่อนในการปฏิบัติหน้าที่” ถือเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการโดยตรง กล่าวคือ หากพระสังฆาธิการละเลยที่จะตรวจสอบหรือลงโทษพระภิกษุในปกครองที่กระทำผิด พระสังฆาธิการรูปนั้นย่อมต้องร่วมรับผิดชอบทางวินัยด้วย
ลำดับการลงโทษทางวินัยถูกจำแนกตามความร้ายแรงของการละเมิด ดังนี้
| ประเภทการละเมิด | มาตรการบังคับและบทลงโทษ |
| ละเมิดจริยาไม่ร้ายแรง | ว่ากล่าวตักเตือน, สั่งให้ทำทัณฑ์บน หรือสั่งภาคทัณฑ์ |
| ละเมิดจริยาร้ายแรง | ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ปกครองสงฆ์ |
| ความผิดวินัยร้ายแรง/อาญา | เข้าสู่กระบวนการ ลงนิคหกรรม และให้สละสมณเพศ (สึก) |
บทสรุป: ธรรมาภิบาลในศาสนจักรเพื่อความยั่งยืนแห่งศรัทธา
จริยาพระสังฆาธิการตามมาตรฐานปัจจุบันเปรียบเสมือน “สัญญาประชาคม” ระหว่างศาสนจักรและสังคมไทย การที่ผู้ปกครองสงฆ์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เคร่งครัดในระเบียบแบบแผน และกล้าที่จะใช้อำนาจเพื่อขจัดเนื้อร้ายออกจากสังฆมณฑล ย่อมเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการลดข้อพิพาทและคำครหาจากสังคม
ท้ายที่สุด มาตรฐานทางจริยธรรมเหล่านี้มิได้ถูกตราขึ้นเพื่อลิดรอนอิสระของคณะสงฆ์ ทว่าเป็นการยกระดับ “ความเป็นมืออาชีพ” ในการปกครอง เพื่อให้พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการเป็นที่พึ่งทางปัญญาและศรัทธาของมหาชนได้อย่างสง่างามสืบไปในอนาคต

